
นายสมชาย (จำเลยที่ 1) ได้พำนักอาศัยในบ้าน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของนางสาวมาลี (โจทก์) ตลอดมานับแต่ที่เคยได้รับอนุญาตจากเจ้าของเดิม คือนางสมศรี ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินให้นางสาวมาลีในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม บัดนี้นางสาวมาลีไม่ประสงค์จะให้นายสมชายอาศัยหรือใช้ประโยชน์อีกต่อไป แต่นายสมชายก็หาได้ใส่ใจไม่ และยังคงพำนักอาศัยในบ้านดังกล่าวตามเดิม ทั้งยังให้เพื่อนชื่อนายเอก (จำเลยที่ 2) เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรม นางสาวมาลีจึงยื่นฟ้องทั้งนายสมชายและนายเอก เป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุก
การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 เนื่องจาก:
การที่นายสมชายยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการ "เข้าไป" กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุข หรือ "เข้าไป/ซ่อนตัว/ไม่ยอมออกจาก" เคหสถานในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร (เพราะบ้านและที่ดินพิพาท ไม่เคยอยู่ในความครอบครองของโจทก์เลย)
นายเอกที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้าน เป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของนายสมชาย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองโดยชอบตั้งแต่แรก จึงไม่ถือเป็นการบุกรุกเช่นเดียวกัน
ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาฐานบุกรุก โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า:
สิทธิครอบครองของนายสมชาย มีมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์
นำเจ้าของเดิมมาเบิกความเป็นพยานว่า เคยได้อนุญาต ให้นายสมชายครอบครองใช้ประโยชน์บ้านและที่ดินพิพาท
การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากไม่ใช่การ "เข้าไปเพื่อแย่งหรือถือการครอบครอง" หรือ "รบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข" หรือ "ไม่ยอมออกจากเคหสถานในความครอบครองของผู้อื่น"
"น. และ ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้น ยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท ... อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก" แม้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
การที่นางสาวมาลี (หรือทนายความของนางสาวมาลี) เลือกฟ้องเป็นคดีอาญา หวังจะใช้โทษอาญากดดันจำเลยนั้น เป็นการเดินเกมที่ผิดพลาด!
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
มูลนิธิ "จอมพลัง" (โจทก์) เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการชุดเก่าของมูลนิธิจำนวน 7 คน (จำเลย) โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเหล่านี้ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดซื้อที่ดินของมูลนิธิโดยฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบภายในของมูลนิธิอย่างจงใจในปี 2555 ทำให้มูลนิธิได้รับความเสียหายเป็นเงิน 5 ล้านบาท ทั้งนี้โจทก์ทราบถึงความเสียหายและการกระทำของจำเลยในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และได้ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562
คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงที่แจ้งชัดถึงการที่จำเลยจงใจทำสัญญากับบุคคลภายนอกโดยผิดระเบียบ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่มิได้ระบุเลขมาตราของกฎหมายที่บัญญัติความรับผิดของจำเลย
ประเด็นสำคัญคือ การที่สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความแล้ว แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลยังคงมีอยู่
โจทก์ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (คือ จำเลยทั้ง 15 คน) ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และยื่นฟ้องในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง
แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุ ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบ มาตรา 812 ไว้โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องแสดงถึงการกระทำของคณะกรรมการที่ฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบของนิติบุคคล ย่อมถือได้ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทน/ตัวแทนตามหลักกฎหมายตัวแทน ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระทำการอันเป็นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิในปี 2555 และโจทก์ได้ยื่นฟ้องในปี 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีจึง "ไม่ขาดอายุความ" ในส่วนนี้
ทนายความควรต่อสู้ในคำให้การให้ชัดแจ้งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่คดีขาดอายุความไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง
ทนายความจะต้องตระหนักว่า แม้ฟ้องโจทก์ในมูลละเมิดจะขาดอายุความแล้ว แต่ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลจึงอาจวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ซึ่งคดียังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ดังนั้น ทนายความควรเตรียมพร้อมต่อสู้ในประเด็นความรับผิดของจำเลยในฐานตัวแทน อาทิว่า การกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือโดยปราศจากอำนาจ/นอกเหนืออำนาจ หากแต่เป็นการกระทำที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคมแล้ว ฯลฯ ทั้งนี้ ในขั้นต้น ทนายความจะต้องสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดจากจำเลยทุกๆ คน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566 วินิจฉัยว่า "แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลย...ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทน...แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมา ให้เป็นที่เข้าได้ใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า กรณีจะต้องด้วยบทกฎหมายใด"
และ "สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล หรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30"
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายเพชร (จำเลยที่ 1) เป็นพนักงานขายของบริษัท ก. มีหน้าที่เบิกเครื่องกรองน้ำจากคลังสินค้าของบริษัท เพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ลูกค้านอกสถานที่ตามราคาที่บริษัทกำหนด เมื่อขายได้จะต้องนำเงินที่ได้มาส่งมอบให้บริษัทภายในวันนั้น แต่หากขายไม่ได้จะต้องนำสินค้าที่เหลือมาคืนคลังสินค้า ในวันเกิดเหตุ นายเพชรได้เบิกเครื่องกรองน้ำสามชุดมูลค่ารวมกันประมาณ 1 แสนบาท เพื่อไปขาย แต่แทนที่จะนำเงินหรือสินค้ากลับมาคืนบริษัท นายเพชรกลับนำเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดไปจำนำ และนำเงินที่ได้มาแบ่งให้กับนายพล (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นหัวหน้าคลังสินค้า โดยนายพลได้ลงบันทึกในระบบว่าเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดดังกล่าวถูกส่งคืนคลังเรียบร้อยแล้ว เพื่อปกปิดความจริงไม่ให้บริษัททราบถึงการกระทำของนายเพชร ต่อมาเมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่อง จึงได้ใช้เวลาอีก 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับนายเพชรและนายพลในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง
ประเด็นสำคัญคือ ความผิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ คือ การยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่การลักทรัพย์ เนื่องจากบริษัท ก. ได้ส่งมอบการครอบครองเครื่องกรองน้ำให้แก่นายเพชรไปแล้วโดยเด็ดขาดนับแต่ที่เบิกสินค้าออกจากคลัง ถือว่า นายเพชรได้รับมอบอำนาจให้นำสินค้าออกไปเร่ขายหรือจำหน่ายนอกสถานที่ ซึ่งเท่ากับว่า นายเพชรเป็นตัวแทนของบริษัท มีอำนาจทำการขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสภาพทรัพย์ ส่งมอบการครอบครองทรัพย์ และทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้แทนบริษัท
การที่นายเพชรนำสินค้าไปจำนำ และเบียดบังเงินที่ได้มาเป็นของตนเองและนายพล จึงเป็นการที่นายเพชรได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือพวกโดยทุจริต อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 352 วรรคแรก
กรณีจึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356 ดังนี้เมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว (นายเพชรและนายพล) แต่กลับไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่นั้น คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 96
ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากโจทก์ได้มอบการครอบครองทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่การมอบทรัพย์ให้ยึดถือไว้ชั่วคราว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ตนได้ครอบครองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
และเมื่อเป็นดังนั้น ทนายความก็จะต้องยกประเด็นเรื่อง คดีขาดอายุความ ขึ้นต่อสู้ ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี (กล่าวคือ มีผลต่อทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2) ทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกา
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายมานพ (โจทก์) มีที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งมีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินของนายดำ (จำเลย) โดยได้จดทะเบียนสิทธิในทางเดินดังกล่าวเป็นภาระจำยอมอย่างถูกต้องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2550 นายมานพได้ทำทางออกใหม่เชื่อมกับถนนอีกสายหนึ่งและไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมบนที่ดินของนายดำอีกเลย จนกระทั่งในปี 2565 นายมานพตัดสินใจเปิดร้านขายของชำ และเริ่มนำรถยนต์มาจอดกับวางลังสินค้าบนทางภาระจำยอมเดิม
นายดำรู้สึกไม่พอใจที่นายมานพนำสิ่งของมาวางในที่ดินของตน จึงกั้นรั้วลวดหนามปิดทางดังกล่าว ทำให้ต่อมา นายมานพยื่นฟ้องนายดำเป็นคดีแพ่ง อ้างว่าทางภาระจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ย่อมผูกพันนายดำ อีกทั้งตนก็ได้กลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ขอศาลให้บังคับนายดำเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนรั้วออก
ประเด็นสำคัญคือ ภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว เนื่องจากมิได้ใช้สอยตลอด 10 ปีกว่านับตั้งแต่ปี 2550 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399
การที่นายมานพกลับมาใช้ทางพิพาท โดยนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้านั้น ไม่ใช่การใช้ภาระจำยอมในฐานะทางเดิน เพื่อประโยชน์แห่งสามยทรัพย์ดังที่เคยเป็นอยู่เดิม หากแต่เป็นการใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่น
ฉะนั้น การที่นายมานพนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้า ถือเป็นการ เพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์ ของนายดำ จึงไม่ชอบและขัดต่อหลักภาระจำยอมตาม มาตรา 1388 และมาตรา 1389
ดังนี้ นายดำในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้บุคคลอื่นเข้ามาสอดหรือยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ตาม มาตรา 1336
ทนายความควรต่อสู้ว่า ฟ้องของนายมานพไม่มีมูล เนื่องจากนายดำมีสิทธิอันชอบธรรมในการกั้นรั้ว เพื่อป้องกันการบุกรุกในที่ดินของตนเอง
ทนายความควรฟ้องแย้งพร้อมไปกับคำให้การต่อสู้คดี โดยอ้างหลักการที่ว่า ภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางพิพาทในสภาพทางเดินสัญจร เป็นเวลาสิบปี
ฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นายมานพยุติการใช้สอยทางพิพาท พร้อมทั้งขอให้ศาล สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอม ที่ดินของจำเลย เพื่อให้สถานะทางกฎหมายชัดเจน กับป้องกันปัญหาในอนาคต
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายปรีชา (จำเลย) ขายรถกระบะให้นายชัชวาล (โจทก์) ในราคา 8 แสนบาท โดยมีข้อตกลงว่านายชัชวาลได้ชำระเงินมัดจำแล้วในวันทำสัญญา และจะผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด ๆ เมื่อผ่อนชำระครบ 30 งวดแล้ว นายปรีชาจะนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาให้ แล้วทำการโอนหรือเปลี่ยนเป็นชื่อโจทก์
ต่อมา นายชัชวาลได้ผ่อนชำระจนครบ 29 งวด และนัดหมายนายปรีชาให้มารับเงินงวดสุดท้ายพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อ นายปรีชารับปากแล้วแต่ก็ผิดนัด จากนั้นเงียบหายไปเลย
นายชัชวาล จึงฟ้องนายปรีชาเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาฉ้อโกง
ส่วนท่านเป็นทนายความฝ่ายจำเลย เมื่ออ่านคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่า...
โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยหลอกลวงว่า จะขายรถกระบะให้แก่โจทก์ โดยจำเลยให้โจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา พร้อมกับส่งมอบรถให้โจทก์ครอบครอง ราคารถส่วนที่เหลือให้โจทก์ผ่อนชำระ 30 งวด เมื่อผ่อนถึงงวดที่ 30 จำเลยจะต้องมารับเงินค่ารถ พร้อมนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาทำการโอนเป็นชื่อโจทก์ โจทก์ได้ผ่อนชำระ 29 งวด แล้วทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์ จำเลยรับปากจะมาดำเนินการให้ แต่ผิดนัดไม่ปฏิบัติตาม แสดงว่า จำเลยไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่จะส่งมอบและโอนให้แก่โจทก์มาแต่แรก จำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้เงินไปจากโจทก์โดยทุจริต"
ประเด็นสำคัญคือ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 กล่าวคือ การจะกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้น ผู้หลอกลวงต้องมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
การที่โจทก์เพียงบรรยายฟ้องโดย อนุมาน เอาเองจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น "ภายหลัง" (จำเลยผิดนัดในภายหลัง ไม่มาจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์) จึงมิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฉ้อโกง
การกระทำที่โจทก์บรรยายมาจึงเป็นเพียงการ ผิดสัญญาทางแพ่ง เท่านั้น
ทนายความควรต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมายตั้งแต่ในชั้น ไต่สวนมูลฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165/2 โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ขาดสาระสำคัญที่ต้องกล่าว เมื่อคำฟ้องไม่ได้ระบุว่า พฤติการณ์แห่งการหลอกลวงได้เกิดขึ้นในขณะทำสัญญา ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ การต่อสู้ในประเด็นนี้จะทำให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาได้ทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)
ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องคดีอาญา เพราะคดีไม่มีมูล
ส่วนคดีแพ่ง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก
หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2567
"…ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ขณะทำสัญญาขายรถนั้น จำเลยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถเป็นชื่อของโจทก์มาตั้งแต่แรก อันเนื่องจากตนเองไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และไม่สามารถที่จะทำการจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ได้ แต่หลอกลวงว่ามีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หรือปกปิดข้อความจริงดังกล่าวไว้... การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาในภายหลัง มิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาคงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการหลอกลวงอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง"
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
บริษัท "ทรัพย์มั่นคง" (จำเลย) ได้ออกใบหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจากประชาชน โดยไม่ได้ดำเนินการตามแบบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และมิได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
นายกมล (โจทก์) ซึ่งเป็นนักลงทุน ได้ซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไปจำนวน 5 ล้านบาท โดยได้รับใบหุ้นกู้เป็นหลักฐาน แต่เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในใบหุ้นกู้ นายกมลจึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นกู้
จำเลยต่อสู้ว่า "การออกหุ้นกู้ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก ทำให้หุ้นกู้นั้นตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับกันไม่ได้ อีกทั้งใบหุ้นกู้ก็ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดี นอกจากนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเงินคืนตามหลักลาภมิควรได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดแต่ประการใด"
ในฐานะทนายความของนายกมล ท่านจะหักล้างประเด็นที่จำเลยตั้งขึ้นมาอย่างไร เพื่อมิให้ศาลยกฟ้อง ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีคืออะไร?
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญ คือ แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ แต่หากใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่ามีการให้เงินแก่กันโดยมีข้อกำหนดให้ชำระคืนได้ ย่อมถือได้ว่าใบหุ้นกู้นั้นเป็น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ โดยไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ เนื่องจากไม่ใช่ตราสารสัญญาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
ทนายความควรต่อสู้ว่า แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ใบหุ้นกู้ดังกล่าวยังถือเป็น "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน" ที่เป็นหนังสือตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และการที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้อง ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นคืนตามสิทธิของผู้ให้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงิน
บริษัท "เอกชัยก่อสร้าง" (โจทก์) ได้ฟ้องนายสมศักดิ์ (จำเลย) เป็นคดีอาญา ในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย
ศาลอาญาได้พิจารณาคดีและสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ และมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า "จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์"
หลังจากคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว บริษัทเอกชัยก่อสร้างได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่ง ขอให้ขับไล่นายสมศักดิ์ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
นายสมศักดิ์ให้การต่อสู้ว่า ตนเองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และคดีก่อนเป็นคดีอาญา จึงยังถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์เหนือจำเลยทางแพ่ง
ประเด็นสำคัญคือ หลักการที่ศาลในคดีส่วนแพ่ง ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46
คดีแพ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา: คดีขับไล่ในส่วนแพ่งนี้ มีมูลกรณีมาจากการบุกรุกในส่วนอาญา จึงถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน
ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาต้องเป็นประเด็นโดยตรง: การที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคดีอาญาว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดิน ทำให้ประเด็นว่าใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอาญาต้องวินิจฉัย
คดีส่วนอาญาต้องถึงที่สุด: เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาได้ถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน (= จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดิน) ศาลแพ่งจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้น
อีกทั้งในการชี้ขาดว่าจำเลยบุกรุกหรือไม่ ศาลในคดีอาญาได้เปิดโอกาสให้คู่ความสืบพยานอย่างเต็มที่ จนได้คำวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายบุกรุก คำวินิจฉัยย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทนายความของบริษัทเอกชัยก่อสร้าง ควรยื่นคำร้องต่อศาลในคดีแพ่ง โดยอ้างคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว และขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และ ป.วิ.พ. มาตรา 24 เพื่อให้ศาลถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยจนเป็นที่ยุติไว้แล้วว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ และจำเลยเป็นผู้บุกรุก
"ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น"
"เมื่อในคดีส่วนอาญา ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้บุกรุกแย่งการครอบครอง คดีแพ่งจึงต้องถือตามคดีส่วนอาญาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์"
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายเอได้ทำสัญญาให้เช่าอาคารสำนักงานขนาดใหญ่กับบริษัท บี จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยสัญญาเช่าระบุเงื่อนไขชัดเจนว่า บริษัท บี จำกัด สามารถให้เช่าช่วงพื้นที่บางส่วนได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายเอก่อน
ในสัญญาเช่าหลักมีข้อกำหนดว่า นายเอมีหน้าที่ต้องซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศของอาคารให้ใช้งานได้ดีตลอดเวลา
ต่อมา บริษัท บี จำกัด โดยได้รับความยินยอมจาก นายเอ อย่างถูกต้อง ทำสัญญาให้เช่าช่วงห้องๆ หนึ่งแก่ บริษัท ซี จำกัด เพื่อใช้เป็นสำนักงาน

"สัญญาย่อมผูกพันแต่เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น"
การที่ผู้ให้เช่าเดิม (นายเอ) ให้ความยินยอมในการเช่าช่วงนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์โดยตรงระหว่างนายเอ กับบริษัท ซี จำกัด
บริษัท ซี จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องนายเอโดยตรง เพราะนายเอไม่ใช่คู่สัญญา
การให้ความยินยอมเช่าช่วง เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้สัญญาเช่าช่วงถูกบอกเลิกได้
กฎหมายบัญญัติให้ "ผู้เช่าช่วง" ต้องรับผิดต่อ "ผู้ให้เช่าเดิม" โดยตรงเท่านั้น แต่ไม่อาจตีความขยายความให้เป็นในทางกลับกัน

นายเอ ↔ บริษัท บี จำกัด
บริษัท บี จำกัด ↔ บริษัท ซี จำกัด
ระหว่าง นายเอ ︎กับ บริษัท ซี จำกัด
บริษัท ซี จำกัด ไม่สามารถฟ้อง นายเอโดยตรงได้
บริษัท ซี จำกัด ฟ้องบริษัท บี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงได้
เรียกค่าเสียหาย ตามสัญญาเช่าช่วง
เรียกค่าเสียหายจากนายเอ ตามสัญญาเช่าหลัก
บริษัท บี จำกัด ย่อมสามารถรวมค่าเสียหายที่บริษัท ซี จำกัด ได้รับไว้ในคำฟ้องด้วย

อ้างถึง: คำพิพากษาฎีกาที่ 8901/2563 (ป.)
ทนายความควรชี้แจงให้ลูกความเข้าใจถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและแนวทางที่ถูกต้อง
ควรมีการประสานงานระหว่างบริษัท ซี จำกัด และบริษัท บี จำกัด เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพ
จัดเตรียมหลักฐานค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบปรับอากาศเสียเป็นเวลานาน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายดำ ทะเลาะวิวาทกับนายขาวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง นายดำได้ชักปืนพกออกมาข่มขู่นายขาวและยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด ทำให้ลูกค้าในร้านต่างแตกตื่นและวิ่งหนี นายดำเห็นท่าไม่ดีจึงเก็บปืนพกเข้าเอวแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อขับหลบหนี ขณะนั้น นายแดง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ได้ปรี่เข้าไปกระชากคอนายดำที่กำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ ทำให้รถล้มลง จากนั้นนายแดงได้ชกต่อยนายดำหลายครั้งเข้าที่ใบหน้าและศีรษะเพื่อแย่งปืน จนนายดำเลือดกลบปาก ฟันหัก ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว
ประเด็นสำคัญตาม ป.อาญา มาตรา 68 คือ "ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว" แม้นายดำจะเก็บอาวุธปืนและกำลังจะหลบหนี แต่การที่นายดำได้กระทำความผิดด้วยการใช้อาวุธปืนข่มขู่ยิงปืนในที่สาธารณะไปก่อนแล้ว และยังคงมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น (รวมถึงนายแดง) เข้าใจได้ว่านายดำอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้อีก ดังนั้น ภยันตรายจึงยังไม่หมดไปอย่างสมบูรณ์ และการกระทำของนายแดงเพื่อระงับยับยั้งการกระทำผิดและแย่งอาวุธปืน จึงถือว่าได้สัดส่วนและสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ทนายความควรต่อสู้ว่า การกระทำของนายแดงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ยังคงมีอยู่ โดยอ้างว่าการที่นายดำมีอาวุธปืนติดตัวภายหลังการก่อเหตุ ทำให้เกิดความวิตกว่าจะนำไปก่อเหตุซ้ำหรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้อีก
คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2563 ระบุว่า "แม้ผู้ตายเก็บอาวุธปืน และขับรถจักรยานยนต์ กำลังจะหลบหนีออกจากร้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการเมาสุรา และมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น เข้าใจได้ว่าผู้ตายอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว"
นายดำใช้อาวุธปืนข่มขู่และยิงปืนในที่สาธารณะ
นายดำเก็บปืนเข้าเอว และพยายามหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์
นายดำยังคงพกพาอาวุธปืน และอาจก่อเหตุร้ายซ้ำได้อีก พฤติการณ์ถือว่าใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายแดง (ผู้ฟ้องคดี) เป็นเจ้าของบ้านพักอาศัยอยู่ติดกับโรงงานผลิตพลาสติกของบริษัท "โพลีเมอร์รุ่งเรือง" (เอกชน) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและควันพิษอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจเป็นประจำ นายแดงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้แก้ไขปัญหา แต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน นายแดงตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขปัญหาและชดเชยค่าเสียหาย
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความเพราะไม่ได้ยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนแต่ยังเห็นว่าไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49
"เหตุเดือดร้อนรำคาญยังคงมีอยู่จนถึงวันฟ้องคดี" (กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่) และผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขความเดือดร้อนรำคาญนั้น
"การไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนจำนวนมาก" (นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจ)
กรณีที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็น "การกระทำหรืองดเว้นการกระทำอันเป็นการต่อเนื่อง" ศาลปกครองอาจใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 52 วรรคสอง
ทนายความควรบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าความเดือดร้อนเสียหาย (กลิ่นเหม็นและควันพิษ) นั้น ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่โรงงานเริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ยื่นฟ้องคดี และได้มีการร้องเรียนขอให้แก้ไขแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ควรอ้างเหตุผลตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยเน้นว่าปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างร้ายแรงและต่อเนื่อง และการรับคำฟ้องไว้พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้ได้ โดยไม่มีอายุความ
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายปรีชา, นายวิชาญ, และนางสาวสมศรี ได้ตกลงร่วมกันเปิดร้านกาแฟ "สดใสคาเฟ่" โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุรายละเอียดการแบ่งกำไรชัดเจน (ลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน) นายปรีชาได้ลงทุนเงินไป 500,000 บาท และนายวิชาญกับนางสาวสมศรีเป็นผู้ดำเนินการหลัก หลังจากเปิดร้านได้ 2 ปี นายปรีชาพบว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีไม่ได้จัดสรรเงินกำไรให้ตามสัดส่วนที่นายปรีชาเข้าใจ และไม่ยอมคืนเงินลงทุนให้นายปรีชา นายปรีชาจึงยื่นฟ้องนายวิชาญและนางสาวสมศรีต่อศาลเพื่อถอนตนเองจากห้างหุ้นส่วน แล้วขอให้นายวิชาญและนางสาวสมศรีคืนเงินลงทุน 500,000 บาท และแบ่งส่วนกำไรที่ค้างชำระ โดยไม่ติดใจหากว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีจะดำเนินกิจการร้านกาแฟต่อไป
ข้อกฎหมายสำคัญคือหลักการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และกระบวนการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตาม มาตรา 1055 ถึง 1063 เมื่อห้างหุ้นส่วนมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งต้องการเรียกเงินลงทุนคืนหรือขอส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการ "ขอให้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนเพื่อชำระบัญชี" ก่อน โดยจะต้องนำทรัพย์สินของห้างมาคิดบัญชี ชำระหนี้สินของห้าง และแบ่งคืนเงินลงทุนกับกำไรที่เหลือตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ (หากมี) การที่นายปรีชาฟ้องเรียกเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ได้ขอให้เลิกกิจการและชำระบัญชี ถือว่าเป็นการฟ้องที่มีคำขอบังคับไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายปรีชาไม่มีอำนาจฟ้อง
ทนายความของนายวิชาญและนางสาวสมศรี ควรยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" โดยชี้แจงต่อศาลว่าคดีนี้เป็นเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว หากต้องการเรียกเงินลงทุนหรือส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีให้แล้วเสร็จก่อน มิฉะนั้นแล้วโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องโดยตรงได้ และขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะเหตุไม่มีอำนาจฟ้อง
ยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" เนื่องจากไม่ได้ขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อน
อ้างอิงแนวฎีกาไว้ในคำให้การด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 3688/2567
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" (โจทก์ร่วม) เป็นเจ้าของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ได้ว่าจ้างนายสมคิด (จำเลย) ซึ่งเป็นตัวแทนอิสระ ให้ดำเนินการนำเครื่องจักรดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" (ผู้รับมอบ) ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับมอบเครื่องจักรแล้ว ได้โอนเงินค่าเครื่องจักรจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่นายสมคิด เพื่อให้นายสมคิดนำเงินดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" แต่นายสมคิดกลับนำเงินไปใช้ส่วนตัวและไม่ส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วม ต่อมา บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" ทราบเรื่อง จึงได้ร้องทุกข์และเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องนายสมคิดในข้อหา "ยักยอกทรัพย์" โดยอ้างว่านายสมคิดได้ยักยอกเครื่องจักรกลที่ได้ส่งมอบไปนั้น
ต่อสู้ว่านายสมคิดไม่ได้ครอบครองเครื่องจักรในลักษณะที่จะยักยอกได้ เนื่องจากได้ส่งมอบให้บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เรียบร้อยแล้ว
ชี้แจงว่าทรัพย์ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก (เครื่องจักร) กับทรัพย์ที่นำไปใช้ส่วนตัว (เงิน) เป็นคนละประเภทกัน
อธิบายว่าการกระทำของนายสมคิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกเครื่องจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญคือองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งกำหนดว่าผู้กระทำความผิดจะต้อง "ครอบครอง" ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต
ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสมคิดเป็นเพียงตัวแทนในการนำเครื่องจักรไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เมื่อเครื่องจักรถูกส่งมอบและบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับไปแล้ว การครอบครองเครื่องจักรจึงได้โอนไปยังบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ทันที นายสมคิดจึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองเครื่องจักรของโจทก์ร่วมในลักษณะที่จะสามารถเบียดบังเอาเครื่องจักรนั้นไปได้ การกระทำของนายสมคิดที่เบียดบังเงินค่าเครื่องจักรไปนั้น เป็นการยักยอกเงิน ไม่ใช่ยักยอกเครื่องจักร ดังนั้น องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรจึงไม่ครบถ้วน
ทนายความควรต่อสู้ว่าจำเลย (นายสมคิด) ไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรกล เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนของการ "ครอบครองทรัพย์" ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก
โดยชี้ให้เห็นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ส่งมอบเครื่องจักรตามคำสั่งของโจทก์ร่วม และการครอบครองเครื่องจักรได้โอนไปยังผู้รับมอบทันทีที่ส่งมอบแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเบียดบังเครื่องจักรนั้นได้
การที่จำเลยนำเงินค่าเครื่องจักรไปใช้ส่วนตัวนั้น เป็นการกระทำความผิดในส่วนของ "เงิน" ซึ่งเป็นทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ "เครื่องจักร" ที่โจทก์ร่วมฟ้องยักยอก หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดี ควรฟ้องในข้อหายักยอกเงิน หรือข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังเงินไปโดยทุจริต แทนที่จะเป็นยักยอกเครื่องจักร
คดีนี้ ทนายความทราบว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยยักยอกเงินของโจทก์ แต่คำฟ้องของโจทก์มีข้อบกพร่องทางกฎหมาย จนอาจทำให้ศาลยกฟ้องได้ สถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางศีลธรรมและจรรยาบรรณสำหรับทนายความผู้ว่าความให้จำเลย
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
แฟ้มคดี ภาค 1