แฟ้มคดี ภาค 1

ลับคมทนายความ

กรณีศึกษา และบทเรียนจากคดีจริง

วิเคราะห์คดีบุกรุก

รูปคดี:

นายสมชาย (จำเลยที่ 1) ได้พำนักอาศัยในบ้าน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของนางสาวมาลี (โจทก์) ตลอดมานับแต่ที่เคยได้รับอนุญาตจากเจ้าของเดิม คือนางสมศรี ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินให้นางสาวมาลีในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม บัดนี้นางสาวมาลีไม่ประสงค์จะให้นายสมชายอาศัยหรือใช้ประโยชน์อีกต่อไป แต่นายสมชายก็หาได้ใส่ใจไม่ และยังคงพำนักอาศัยในบ้านดังกล่าวตามเดิม ทั้งยังให้เพื่อนชื่อนายเอก (จำเลยที่ 2) เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรม นางสาวมาลีจึงยื่นฟ้องทั้งนายสมชายและนายเอก เป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุก

กลยุทธ์การต่อสู้คดี

ประเด็นหลักทางกฎหมาย

การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 เนื่องจาก:

  • นายสมชายได้ครอบครองอาศัยในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก โดยความยินยอมจากเจ้าของเดิม

วินิจฉัยองค์ประกอบความผิด

การที่นายสมชายยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการ "เข้าไป" กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุข หรือ "เข้าไป/ซ่อนตัว/ไม่ยอมออกจาก" เคหสถานในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร (เพราะบ้านและที่ดินพิพาท ไม่เคยอยู่ในความครอบครองของโจทก์เลย)

กรณีของนายเอก จำเลยที่ 2

นายเอกที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้าน เป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของนายสมชาย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองโดยชอบตั้งแต่แรก จึงไม่ถือเป็นการบุกรุกเช่นเดียวกัน

แนวทางการต่อสู้ของทนายความ

ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาฐานบุกรุก โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า:

01

จำเลยได้การครอบครองมาโดยชอบ

สิทธิครอบครองของนายสมชาย มีมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์

02

ความยินยอมของเจ้าของเดิม

นำเจ้าของเดิมมาเบิกความเป็นพยานว่า เคยได้อนุญาต ให้นายสมชายครอบครองใช้ประโยชน์บ้านและที่ดินพิพาท

03

องค์ประกอบความผิดไม่ครบถ้วน

การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากไม่ใช่การ "เข้าไปเพื่อแย่งหรือถือการครอบครอง" หรือ "รบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข" หรือ "ไม่ยอมออกจากเคหสถานในความครอบครองของผู้อื่น"

คำพิพากษาฎีกาและข้อสังเกต

คำพิพากษาฎีกาที่ 2991/2565

"น. และ ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้น ยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท ... อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก" แม้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

ข้อสังเกตสำคัญ

การที่นางสาวมาลี (หรือทนายความของนางสาวมาลี) เลือกฟ้องเป็นคดีอาญา หวังจะใช้โทษอาญากดดันจำเลยนั้น เป็นการเดินเกมที่ผิดพลาด!

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดี ความรับผิดของคณะกรรมการมูลนิธิ

รูปคดี:

มูลนิธิ "จอมพลัง" (โจทก์) เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการชุดเก่าของมูลนิธิจำนวน 7 คน (จำเลย) โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเหล่านี้ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดซื้อที่ดินของมูลนิธิโดยฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบภายในของมูลนิธิอย่างจงใจในปี 2555 ทำให้มูลนิธิได้รับความเสียหายเป็นเงิน 5 ล้านบาท ทั้งนี้โจทก์ทราบถึงความเสียหายและการกระทำของจำเลยในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และได้ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562

คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงที่แจ้งชัดถึงการที่จำเลยจงใจทำสัญญากับบุคคลภายนอกโดยผิดระเบียบ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่มิได้ระบุเลขมาตราของกฎหมายที่บัญญัติความรับผิดของจำเลย

กลยุทธ์ต่อสู้

ข้อกฎหมายสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้อง

ประเด็นสำคัญคือ การที่สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความแล้ว แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลยังคงมีอยู่

1. มูลละเมิด

โจทก์ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (คือ จำเลยทั้ง 15 คน) ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และยื่นฟ้องในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

2. ฐานตัวแทน/ผู้แทนนิติบุคคล

แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุ ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบ มาตรา 812 ไว้โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องแสดงถึงการกระทำของคณะกรรมการที่ฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบของนิติบุคคล ย่อมถือได้ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทน/ตัวแทนตามหลักกฎหมายตัวแทน ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระทำการอันเป็นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิในปี 2555 และโจทก์ได้ยื่นฟ้องในปี 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีจึง "ไม่ขาดอายุความ" ในส่วนนี้

สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ไขข้อต่อสู้

01

ต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องอายุความละเมิด

ทนายความควรต่อสู้ในคำให้การให้ชัดแจ้งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่คดีขาดอายุความไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

02

แก้ข้อกล่าวหาตามฟ้อง ในปัญหาข้อเท็จจริง

ทนายความจะต้องตระหนักว่า แม้ฟ้องโจทก์ในมูลละเมิดจะขาดอายุความแล้ว แต่ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลจึงอาจวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ซึ่งคดียังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ดังนั้น ทนายความควรเตรียมพร้อมต่อสู้ในประเด็นความรับผิดของจำเลยในฐานตัวแทน อาทิว่า การกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือโดยปราศจากอำนาจ/นอกเหนืออำนาจ หากแต่เป็นการกระทำที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคมแล้ว ฯลฯ ทั้งนี้ ในขั้นต้น ทนายความจะต้องสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดจากจำเลยทุกๆ คน

หมายเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566 วินิจฉัยว่า "แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลย...ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทน...แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมา ให้เป็นที่เข้าได้ใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า กรณีจะต้องด้วยบทกฎหมายใด"

และ "สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล หรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30"

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดี เครื่องกรองน้ำ

รูปคดี

นายเพชร (จำเลยที่ 1) เป็นพนักงานขายของบริษัท ก. มีหน้าที่เบิกเครื่องกรองน้ำจากคลังสินค้าของบริษัท เพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ลูกค้านอกสถานที่ตามราคาที่บริษัทกำหนด เมื่อขายได้จะต้องนำเงินที่ได้มาส่งมอบให้บริษัทภายในวันนั้น แต่หากขายไม่ได้จะต้องนำสินค้าที่เหลือมาคืนคลังสินค้า ในวันเกิดเหตุ นายเพชรได้เบิกเครื่องกรองน้ำสามชุดมูลค่ารวมกันประมาณ 1 แสนบาท เพื่อไปขาย แต่แทนที่จะนำเงินหรือสินค้ากลับมาคืนบริษัท นายเพชรกลับนำเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดไปจำนำ และนำเงินที่ได้มาแบ่งให้กับนายพล (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นหัวหน้าคลังสินค้า โดยนายพลได้ลงบันทึกในระบบว่าเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดดังกล่าวถูกส่งคืนคลังเรียบร้อยแล้ว เพื่อปกปิดความจริงไม่ให้บริษัททราบถึงการกระทำของนายเพชร ต่อมาเมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่อง จึงได้ใช้เวลาอีก 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับนายเพชรและนายพลในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง

กลยุทธ์ต่อสู้

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี

ประเด็นสำคัญคือ ความผิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ คือ การยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่การลักทรัพย์ เนื่องจากบริษัท ก. ได้ส่งมอบการครอบครองเครื่องกรองน้ำให้แก่นายเพชรไปแล้วโดยเด็ดขาดนับแต่ที่เบิกสินค้าออกจากคลัง ถือว่า นายเพชรได้รับมอบอำนาจให้นำสินค้าออกไปเร่ขายหรือจำหน่ายนอกสถานที่ ซึ่งเท่ากับว่า นายเพชรเป็นตัวแทนของบริษัท มีอำนาจทำการขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสภาพทรัพย์ ส่งมอบการครอบครองทรัพย์ และทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้แทนบริษัท

การวิเคราะห์ความผิด

การที่นายเพชรนำสินค้าไปจำนำ และเบียดบังเงินที่ได้มาเป็นของตนเองและนายพล จึงเป็นการที่นายเพชรได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือพวกโดยทุจริต อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 352 วรรคแรก

ประเด็นอายุความ

กรณีจึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356 ดังนี้เมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว (นายเพชรและนายพล) แต่กลับไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่นั้น คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 96

แนวทางสำหรับทนายความ

ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากโจทก์ได้มอบการครอบครองทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่การมอบทรัพย์ให้ยึดถือไว้ชั่วคราว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ตนได้ครอบครองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

และเมื่อเป็นดังนั้น ทนายความก็จะต้องยกประเด็นเรื่อง คดีขาดอายุความ ขึ้นต่อสู้ ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี (กล่าวคือ มีผลต่อทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2) ทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกา

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดี ภาระจำยอมเจ้าปัญหา

รูปคดี

นายมานพ (โจทก์) มีที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งมีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินของนายดำ (จำเลย) โดยได้จดทะเบียนสิทธิในทางเดินดังกล่าวเป็นภาระจำยอมอย่างถูกต้องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2550 นายมานพได้ทำทางออกใหม่เชื่อมกับถนนอีกสายหนึ่งและไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมบนที่ดินของนายดำอีกเลย จนกระทั่งในปี 2565 นายมานพตัดสินใจเปิดร้านขายของชำ และเริ่มนำรถยนต์มาจอดกับวางลังสินค้าบนทางภาระจำยอมเดิม

นายดำรู้สึกไม่พอใจที่นายมานพนำสิ่งของมาวางในที่ดินของตน จึงกั้นรั้วลวดหนามปิดทางดังกล่าว ทำให้ต่อมา นายมานพยื่นฟ้องนายดำเป็นคดีแพ่ง อ้างว่าทางภาระจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ย่อมผูกพันนายดำ อีกทั้งตนก็ได้กลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ขอศาลให้บังคับนายดำเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนรั้วออก

กลยุทธ์ต่อสู้

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี

ประเด็นสำคัญคือ ภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว เนื่องจากมิได้ใช้สอยตลอด 10 ปีกว่านับตั้งแต่ปี 2550 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399

การใช้ประโยชน์ผิดลักษณะ

การที่นายมานพกลับมาใช้ทางพิพาท โดยนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้านั้น ไม่ใช่การใช้ภาระจำยอมในฐานะทางเดิน เพื่อประโยชน์แห่งสามยทรัพย์ดังที่เคยเป็นอยู่เดิม หากแต่เป็นการใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่น

การเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์

ฉะนั้น การที่นายมานพนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้า ถือเป็นการ เพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์ ของนายดำ จึงไม่ชอบและขัดต่อหลักภาระจำยอมตาม มาตรา 1388 และมาตรา 1389

ดังนี้ นายดำในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้บุคคลอื่นเข้ามาสอดหรือยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ตาม มาตรา 1336

สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ข้อต่อสู้

01

ตั้งรูปคำให้การ ในคดีหลัก

ทนายความควรต่อสู้ว่า ฟ้องของนายมานพไม่มีมูล เนื่องจากนายดำมีสิทธิอันชอบธรรมในการกั้นรั้ว เพื่อป้องกันการบุกรุกในที่ดินของตนเอง

02

ฟ้องแย้ง เข้าไปด้วย

ทนายความควรฟ้องแย้งพร้อมไปกับคำให้การต่อสู้คดี โดยอ้างหลักการที่ว่า ภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางพิพาทในสภาพทางเดินสัญจร เป็นเวลาสิบปี

03

ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน

ฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นายมานพยุติการใช้สอยทางพิพาท พร้อมทั้งขอให้ศาล สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอม ที่ดินของจำเลย เพื่อให้สถานะทางกฎหมายชัดเจน กับป้องกันปัญหาในอนาคต

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดีฉ้อโกง - ผิดสัญญา หรือเจตนาหลอกลวง?

รูปคดี:

นายปรีชา (จำเลย) ขายรถกระบะให้นายชัชวาล (โจทก์) ในราคา 8 แสนบาท โดยมีข้อตกลงว่านายชัชวาลได้ชำระเงินมัดจำแล้วในวันทำสัญญา และจะผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด ๆ เมื่อผ่อนชำระครบ 30 งวดแล้ว นายปรีชาจะนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาให้ แล้วทำการโอนหรือเปลี่ยนเป็นชื่อโจทก์

ต่อมา นายชัชวาลได้ผ่อนชำระจนครบ 29 งวด และนัดหมายนายปรีชาให้มารับเงินงวดสุดท้ายพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อ นายปรีชารับปากแล้วแต่ก็ผิดนัด จากนั้นเงียบหายไปเลย

นายชัชวาล จึงฟ้องนายปรีชาเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาฉ้อโกง

ส่วนท่านเป็นทนายความฝ่ายจำเลย เมื่ออ่านคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่า...

คำบรรยายฟ้องของโจทก์

โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยหลอกลวงว่า จะขายรถกระบะให้แก่โจทก์ โดยจำเลยให้โจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา พร้อมกับส่งมอบรถให้โจทก์ครอบครอง ราคารถส่วนที่เหลือให้โจทก์ผ่อนชำระ 30 งวด เมื่อผ่อนถึงงวดที่ 30 จำเลยจะต้องมารับเงินค่ารถ พร้อมนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาทำการโอนเป็นชื่อโจทก์ โจทก์ได้ผ่อนชำระ 29 งวด แล้วทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์ จำเลยรับปากจะมาดำเนินการให้ แต่ผิดนัดไม่ปฏิบัติตาม แสดงว่า จำเลยไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่จะส่งมอบและโอนให้แก่โจทก์มาแต่แรก จำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้เงินไปจากโจทก์โดยทุจริต"

กลยุทธ์ต่อสู้:

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี:

ประเด็นสำคัญคือ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 กล่าวคือ การจะกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้น ผู้หลอกลวงต้องมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

การอนุมาน "ไม่ใช่" การยืนยันข้อเท็จจริง

การที่โจทก์เพียงบรรยายฟ้องโดย อนุมาน เอาเองจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น "ภายหลัง" (จำเลยผิดนัดในภายหลัง ไม่มาจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์) จึงมิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฉ้อโกง

การกระทำที่โจทก์บรรยายมาจึงเป็นเพียงการ ผิดสัญญาทางแพ่ง เท่านั้น

สิ่งที่ทนายความควรทำ

กลยุทธ์การต่อสู้

ทนายความควรต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมายตั้งแต่ในชั้น ไต่สวนมูลฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165/2 โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ขาดสาระสำคัญที่ต้องกล่าว เมื่อคำฟ้องไม่ได้ระบุว่า พฤติการณ์แห่งการหลอกลวงได้เกิดขึ้นในขณะทำสัญญา ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ การต่อสู้ในประเด็นนี้จะทำให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาได้ทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องคดีอาญา เพราะคดีไม่มีมูล

ส่วนคดีแพ่ง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก

หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2567

"…ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ขณะทำสัญญาขายรถนั้น จำเลยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถเป็นชื่อของโจทก์มาตั้งแต่แรก อันเนื่องจากตนเองไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และไม่สามารถที่จะทำการจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ได้ แต่หลอกลวงว่ามีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หรือปกปิดข้อความจริงดังกล่าวไว้... การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาในภายหลัง มิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาคงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการหลอกลวงอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง"

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดีหุ้นกู้พิพาท

รูปคดี

บริษัท "ทรัพย์มั่นคง" (จำเลย) ได้ออกใบหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจากประชาชน โดยไม่ได้ดำเนินการตามแบบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และมิได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นายกมล (โจทก์) ซึ่งเป็นนักลงทุน ได้ซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไปจำนวน 5 ล้านบาท โดยได้รับใบหุ้นกู้เป็นหลักฐาน แต่เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในใบหุ้นกู้ นายกมลจึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นกู้

จำเลยต่อสู้ว่า "การออกหุ้นกู้ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก ทำให้หุ้นกู้นั้นตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับกันไม่ได้ อีกทั้งใบหุ้นกู้ก็ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดี นอกจากนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเงินคืนตามหลักลาภมิควรได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดแต่ประการใด"

ในฐานะทนายความของนายกมล ท่านจะหักล้างประเด็นที่จำเลยตั้งขึ้นมาอย่างไร เพื่อมิให้ศาลยกฟ้อง ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีคืออะไร?

กลยุทธ์ต่อสู้

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญ คือ แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ แต่หากใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่ามีการให้เงินแก่กันโดยมีข้อกำหนดให้ชำระคืนได้ ย่อมถือได้ว่าใบหุ้นกู้นั้นเป็น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ โดยไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ เนื่องจากไม่ใช่ตราสารสัญญาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้

แนวทางปฏิบัติและคำพิพากษา

01

สิ่งที่ทนายความโจทก์ควรทำ

ทนายความควรต่อสู้ว่า แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ใบหุ้นกู้ดังกล่าวยังถือเป็น "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน" ที่เป็นหนังสือตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

02

หักล้างข้อต่อสู้จำเลย

และการที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้อง ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นคืนตามสิทธิของผู้ให้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงิน

คดีบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์:
จากคดีอาญา สู่คดีแพ่ง

รูปคดี:

บริษัท "เอกชัยก่อสร้าง" (โจทก์) ได้ฟ้องนายสมศักดิ์ (จำเลย) เป็นคดีอาญา ในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย

1

คดีอาญา

ศาลอาญาได้พิจารณาคดีและสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ และมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า "จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์"

2

คดีแพ่ง

หลังจากคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว บริษัทเอกชัยก่อสร้างได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่ง ขอให้ขับไล่นายสมศักดิ์ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

3

การต่อสู้

นายสมศักดิ์ให้การต่อสู้ว่า ตนเองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และคดีก่อนเป็นคดีอาญา จึงยังถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์เหนือจำเลยทางแพ่ง

กลยุทธ์ต่อสู้:

ข้อกฎหมายที่มีผลต่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี

ประเด็นสำคัญคือ หลักการที่ศาลในคดีส่วนแพ่ง ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

1

เงื่อนไขที่ 1

คดีแพ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา: คดีขับไล่ในส่วนแพ่งนี้ มีมูลกรณีมาจากการบุกรุกในส่วนอาญา จึงถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน

2

เงื่อนไขที่ 2

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาต้องเป็นประเด็นโดยตรง: การที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคดีอาญาว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดิน ทำให้ประเด็นว่าใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอาญาต้องวินิจฉัย

3

เงื่อนไขที่ 3

คดีส่วนอาญาต้องถึงที่สุด: เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาได้ถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน (= จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดิน) ศาลแพ่งจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้น

อีกทั้งในการชี้ขาดว่าจำเลยบุกรุกหรือไม่ ศาลในคดีอาญาได้เปิดโอกาสให้คู่ความสืบพยานอย่างเต็มที่ จนได้คำวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายบุกรุก คำวินิจฉัยย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำแนะนำและแนวทางปฏิบัติ

สิ่งที่ทนายความควรต่อสู้

ทนายความของบริษัทเอกชัยก่อสร้าง ควรยื่นคำร้องต่อศาลในคดีแพ่ง โดยอ้างคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว และขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และ ป.วิ.พ. มาตรา 24 เพื่อให้ศาลถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยจนเป็นที่ยุติไว้แล้วว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ และจำเลยเป็นผู้บุกรุก

หมายเหตุสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2566

"ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น"

หลักการสำคัญ

"เมื่อในคดีส่วนอาญา ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้บุกรุกแย่งการครอบครอง คดีแพ่งจึงต้องถือตามคดีส่วนอาญาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์"

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

คดีพิพาท: สัญญาเช่าช่วง และความรับผิดทางกฎหมาย

คู่กรณี

  • นายเอ - ผู้ให้เช่าเดิม
  • บริษัท บี จำกัด - ผู้เช่า
  • บริษัท ซี จำกัด - ผู้เช่าช่วง

สัญญาเช่าหลัก

  • เช่าอาคารสำนักงาน เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • อนุญาตให้เช่าช่วงได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เช่าช่วง

  • ระบบปรับอากาศในอาคารที่เช่า เสียเป็นเวลา 3 เดือน
  • อุณหภูมิสูงจนทำงานไม่ได้
  • ต้องย้ายพนักงานไปทำงานสถานที่อื่นชั่วคราว

รายละเอียดคดี

นายเอได้ทำสัญญาให้เช่าอาคารสำนักงานขนาดใหญ่กับบริษัท บี จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยสัญญาเช่าระบุเงื่อนไขชัดเจนว่า บริษัท บี จำกัด สามารถให้เช่าช่วงพื้นที่บางส่วนได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายเอก่อน

ในสัญญาเช่าหลักมีข้อกำหนดว่า นายเอมีหน้าที่ต้องซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศของอาคารให้ใช้งานได้ดีตลอดเวลา

ต่อมา บริษัท บี จำกัด โดยได้รับความยินยอมจาก นายเอ อย่างถูกต้อง ทำสัญญาให้เช่าช่วงห้องๆ หนึ่งแก่ บริษัท ซี จำกัด เพื่อใช้เป็นสำนักงาน

ประเด็นทางกฎหมาย: บริษัท ซี จำกัด สามารถฟ้องร้อง นายเอ ให้รับผิดได้หรือไม่ เพียงใด ?

วิเคราะห์คดี

หลักกฎหมายสำคัญ

"สัญญาย่อมผูกพันแต่เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น"

การที่ผู้ให้เช่าเดิม (นายเอ) ให้ความยินยอมในการเช่าช่วงนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์โดยตรงระหว่างนายเอ กับบริษัท ซี จำกัด

อำนาจฟ้องของบริษัท ซี จำกัด

บริษัท ซี จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องนายเอโดยตรง เพราะนายเอไม่ใช่คู่สัญญา

  • สัญญาของบริษัท ซี จำกัด คือสัญญาเช่าช่วง โดยมีบริษัท บี จำกัด เป็นคู่สัญญาเท่านั้น
  • แม้นายเอจะผิดสัญญาเช่าหลัก แต่บริษัท ซี จำกัด ก็ไม่อาจฟ้องนายเอได้

การตีความ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์:

มาตรา 544

การให้ความยินยอมเช่าช่วง เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้สัญญาเช่าช่วงถูกบอกเลิกได้

มาตรา 545

กฎหมายบัญญัติให้ "ผู้เช่าช่วง" ต้องรับผิดต่อ "ผู้ให้เช่าเดิม" โดยตรงเท่านั้น แต่ไม่อาจตีความขยายความให้เป็นในทางกลับกัน

สัญญาเช่าหลัก

นายเอ ↔ บริษัท บี จำกัด

สัญญาเช่าช่วง

บริษัท บี จำกัด ↔ บริษัท ซี จำกัด

ไม่มีนิติสัมพันธ์

ระหว่าง นายเอ ︎กับ บริษัท ซี จำกัด

คำแนะนำทางกฎหมาย

สิ่งที่ไม่สามารถทำได้

บริษัท ซี จำกัด ไม่สามารถฟ้อง นายเอโดยตรงได้

  • เพราะไม่ใช่คู่สัญญากันโดยตรง ไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน
  • จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ทางเลือกที่ถูกต้อง

บริษัท ซี จำกัด ฟ้องบริษัท บี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงได้

  • โดยเรียกค่าเสียหาย อ้างเหตุบริษัท บี จำกัด ผิดสัญญาเช่าช่วง
  • เพราะบริษัท บี จำกัด ไม่สามารถจัดหาพื้นที่ให้ใช้งานได้ตามปกติ

ทางเลือกในการดำเนินคดี

1

บริษัท ซี จำกัด ฟ้อง บริษัท บี จำกัด

เรียกค่าเสียหาย ตามสัญญาเช่าช่วง

2

บริษัท บี จำกัด ฟ้อง นายเอ

เรียกค่าเสียหายจากนายเอ ตามสัญญาเช่าหลัก

3

สิทธิของบริษัท บี จำกัด ในการรวมค่าเสียหาย

บริษัท บี จำกัด ย่อมสามารถรวมค่าเสียหายที่บริษัท ซี จำกัด ได้รับไว้ในคำฟ้องด้วย

อ้างถึง: คำพิพากษาฎีกาที่ 8901/2563 (ป.)

บทบาทหน้าที่ของทนายความ

ทนายความควรชี้แจงให้ลูกความเข้าใจถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและแนวทางที่ถูกต้อง

การประสานงานระหว่างตัวความ

ควรมีการประสานงานระหว่างบริษัท ซี จำกัด และบริษัท บี จำกัด เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพ

การรวบรวมหลักฐาน

จัดเตรียมหลักฐานค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบปรับอากาศเสียเป็นเวลานาน

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดีป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

รูปคดี:

นายดำ ทะเลาะวิวาทกับนายขาวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง นายดำได้ชักปืนพกออกมาข่มขู่นายขาวและยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด ทำให้ลูกค้าในร้านต่างแตกตื่นและวิ่งหนี นายดำเห็นท่าไม่ดีจึงเก็บปืนพกเข้าเอวแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อขับหลบหนี ขณะนั้น นายแดง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ได้ปรี่เข้าไปกระชากคอนายดำที่กำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ ทำให้รถล้มลง จากนั้นนายแดงได้ชกต่อยนายดำหลายครั้งเข้าที่ใบหน้าและศีรษะเพื่อแย่งปืน จนนายดำเลือดกลบปาก ฟันหัก ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว

กลยุทธ์การต่อสู้คดี

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี

ประเด็นสำคัญตาม ป.อาญา มาตรา 68 คือ "ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว" แม้นายดำจะเก็บอาวุธปืนและกำลังจะหลบหนี แต่การที่นายดำได้กระทำความผิดด้วยการใช้อาวุธปืนข่มขู่ยิงปืนในที่สาธารณะไปก่อนแล้ว และยังคงมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น (รวมถึงนายแดง) เข้าใจได้ว่านายดำอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้อีก ดังนั้น ภยันตรายจึงยังไม่หมดไปอย่างสมบูรณ์ และการกระทำของนายแดงเพื่อระงับยับยั้งการกระทำผิดและแย่งอาวุธปืน จึงถือว่าได้สัดส่วนและสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

แนวทางการต่อสู้คดี

สิ่งที่ทนายความควรทำ

ทนายความควรต่อสู้ว่า การกระทำของนายแดงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ยังคงมีอยู่ โดยอ้างว่าการที่นายดำมีอาวุธปืนติดตัวภายหลังการก่อเหตุ ทำให้เกิดความวิตกว่าจะนำไปก่อเหตุซ้ำหรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้อีก

หมายเหตุ: คำพิพากษาฎีกาที่สนับสนุน

คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2563 ระบุว่า "แม้ผู้ตายเก็บอาวุธปืน และขับรถจักรยานยนต์ กำลังจะหลบหนีออกจากร้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการเมาสุรา และมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น เข้าใจได้ว่าผู้ตายอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว"

ประทุษร้ายโดยใช้อาวุธ

นายดำใช้อาวุธปืนข่มขู่และยิงปืนในที่สาธารณะ

พยายามหลบหนี

นายดำเก็บปืนเข้าเอว และพยายามหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์

ภยันตรายยังคงมีอยู่

นายดำยังคงพกพาอาวุธปืน และอาจก่อเหตุร้ายซ้ำได้อีก พฤติการณ์ถือว่าใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดีปกครอง กรณีมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

รูปคดี:

นายแดง (ผู้ฟ้องคดี) เป็นเจ้าของบ้านพักอาศัยอยู่ติดกับโรงงานผลิตพลาสติกของบริษัท "โพลีเมอร์รุ่งเรือง" (เอกชน) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและควันพิษอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจเป็นประจำ นายแดงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้แก้ไขปัญหา แต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน นายแดงตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขปัญหาและชดเชยค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความเพราะไม่ได้ยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนแต่ยังเห็นว่าไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49

กลยุทธ์การต่อสู้คดีมลพิษต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

"เหตุเดือดร้อนรำคาญยังคงมีอยู่จนถึงวันฟ้องคดี" (กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่) และผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขความเดือดร้อนรำคาญนั้น

ผลกระทบต่อสาธารณะ

"การไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนจำนวนมาก" (นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจ)

ข้อกฎหมายสำคัญ

กรณีที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็น "การกระทำหรืองดเว้นการกระทำอันเป็นการต่อเนื่อง" ศาลปกครองอาจใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 52 วรรคสอง

แนวทางการแก้ข้อต่อสู้

ทนายความควรบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าความเดือดร้อนเสียหาย (กลิ่นเหม็นและควันพิษ) นั้น ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่โรงงานเริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ยื่นฟ้องคดี และได้มีการร้องเรียนขอให้แก้ไขแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ควรอ้างเหตุผลตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยเน้นว่าปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างร้ายแรงและต่อเนื่อง และการรับคำฟ้องไว้พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้ได้ โดยไม่มีอายุความ

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดีห้างร้านกาแฟ (แพ่ง)

รูปคดี:

นายปรีชา, นายวิชาญ, และนางสาวสมศรี ได้ตกลงร่วมกันเปิดร้านกาแฟ "สดใสคาเฟ่" โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุรายละเอียดการแบ่งกำไรชัดเจน (ลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน) นายปรีชาได้ลงทุนเงินไป 500,000 บาท และนายวิชาญกับนางสาวสมศรีเป็นผู้ดำเนินการหลัก หลังจากเปิดร้านได้ 2 ปี นายปรีชาพบว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีไม่ได้จัดสรรเงินกำไรให้ตามสัดส่วนที่นายปรีชาเข้าใจ และไม่ยอมคืนเงินลงทุนให้นายปรีชา นายปรีชาจึงยื่นฟ้องนายวิชาญและนางสาวสมศรีต่อศาลเพื่อถอนตนเองจากห้างหุ้นส่วน แล้วขอให้นายวิชาญและนางสาวสมศรีคืนเงินลงทุน 500,000 บาท และแบ่งส่วนกำไรที่ค้างชำระ โดยไม่ติดใจหากว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีจะดำเนินกิจการร้านกาแฟต่อไป

กลยุทธ์ต่อสู้:

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี:

ข้อกฎหมายสำคัญคือหลักการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และกระบวนการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตาม มาตรา 1055 ถึง 1063 เมื่อห้างหุ้นส่วนมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งต้องการเรียกเงินลงทุนคืนหรือขอส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการ "ขอให้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนเพื่อชำระบัญชี" ก่อน โดยจะต้องนำทรัพย์สินของห้างมาคิดบัญชี ชำระหนี้สินของห้าง และแบ่งคืนเงินลงทุนกับกำไรที่เหลือตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ (หากมี) การที่นายปรีชาฟ้องเรียกเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ได้ขอให้เลิกกิจการและชำระบัญชี ถือว่าเป็นการฟ้องที่มีคำขอบังคับไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายปรีชาไม่มีอำนาจฟ้อง

แนวทางการต่อสู้คดี

สิ่งที่ทนายความควรทำ

ทนายความของนายวิชาญและนางสาวสมศรี ควรยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" โดยชี้แจงต่อศาลว่าคดีนี้เป็นเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว หากต้องการเรียกเงินลงทุนหรือส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีให้แล้วเสร็จก่อน มิฉะนั้นแล้วโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องโดยตรงได้ และขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะเหตุไม่มีอำนาจฟ้อง

ข้อต่อสู้สำคัญในคำให้การ

ยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" เนื่องจากไม่ได้ขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อน

อ้างอิงแนวฎีกาไว้ในคำให้การด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3688/2567

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...

วิเคราะห์คดียักยอกทรัพย์ (อาญา)

รูปคดี:

บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" (โจทก์ร่วม) เป็นเจ้าของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ได้ว่าจ้างนายสมคิด (จำเลย) ซึ่งเป็นตัวแทนอิสระ ให้ดำเนินการนำเครื่องจักรดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" (ผู้รับมอบ) ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับมอบเครื่องจักรแล้ว ได้โอนเงินค่าเครื่องจักรจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่นายสมคิด เพื่อให้นายสมคิดนำเงินดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" แต่นายสมคิดกลับนำเงินไปใช้ส่วนตัวและไม่ส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วม ต่อมา บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" ทราบเรื่อง จึงได้ร้องทุกข์และเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องนายสมคิดในข้อหา "ยักยอกทรัพย์" โดยอ้างว่านายสมคิดได้ยักยอกเครื่องจักรกลที่ได้ส่งมอบไปนั้น

กลยุทธ์ต่อสู้:

ประเด็นการครอบครองทรัพย์

ต่อสู้ว่านายสมคิดไม่ได้ครอบครองเครื่องจักรในลักษณะที่จะยักยอกได้ เนื่องจากได้ส่งมอบให้บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เรียบร้อยแล้ว

ความแตกต่างของทรัพย์

ชี้แจงว่าทรัพย์ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก (เครื่องจักร) กับทรัพย์ที่นำไปใช้ส่วนตัว (เงิน) เป็นคนละประเภทกัน

องค์ประกอบความผิดไม่ครบ

อธิบายว่าการกระทำของนายสมคิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกเครื่องจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีผลต่อคดี

ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญคือองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งกำหนดว่าผู้กระทำความผิดจะต้อง "ครอบครอง" ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต

ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสมคิดเป็นเพียงตัวแทนในการนำเครื่องจักรไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เมื่อเครื่องจักรถูกส่งมอบและบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับไปแล้ว การครอบครองเครื่องจักรจึงได้โอนไปยังบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ทันที นายสมคิดจึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองเครื่องจักรของโจทก์ร่วมในลักษณะที่จะสามารถเบียดบังเอาเครื่องจักรนั้นไปได้ การกระทำของนายสมคิดที่เบียดบังเงินค่าเครื่องจักรไปนั้น เป็นการยักยอกเงิน ไม่ใช่ยักยอกเครื่องจักร ดังนั้น องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรจึงไม่ครบถ้วน

แนวทางการดำเนินคดี

ยื่นคำให้การ

ทนายความควรต่อสู้ว่าจำเลย (นายสมคิด) ไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรกล เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนของการ "ครอบครองทรัพย์" ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก

ชี้แจงข้อเท็จจริง

โดยชี้ให้เห็นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ส่งมอบเครื่องจักรตามคำสั่งของโจทก์ร่วม และการครอบครองเครื่องจักรได้โอนไปยังผู้รับมอบทันทีที่ส่งมอบแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเบียดบังเครื่องจักรนั้นได้

อ้างคำพิพากษาฎีกา

การที่จำเลยนำเงินค่าเครื่องจักรไปใช้ส่วนตัวนั้น เป็นการกระทำความผิดในส่วนของ "เงิน" ซึ่งเป็นทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ "เครื่องจักร" ที่โจทก์ร่วมฟ้องยักยอก หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดี ควรฟ้องในข้อหายักยอกเงิน หรือข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังเงินไปโดยทุจริต แทนที่จะเป็นยักยอกเครื่องจักร

ข้อคิดในเชิงศีลธรรมและจรรยาบรรณทนายความ

คดีนี้ ทนายความทราบว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยยักยอกเงินของโจทก์ แต่คำฟ้องของโจทก์มีข้อบกพร่องทางกฎหมาย จนอาจทำให้ศาลยกฟ้องได้ สถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางศีลธรรมและจรรยาบรรณสำหรับทนายความผู้ว่าความให้จำเลย

จรรยาบรรณทนายความ

  • ทนายความมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม
  • รักษาความลับและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของลูกความ ภายใต้กฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ
  • ไม่ควรช่วยเหลือในการกระทำผิดหรือบิดเบือนความจริง แต่การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายไม่ใช่การบิดเบือน

หน้าที่ของทนายความ

  • หน้าที่หลักของทนายความคือการเป็นตัวแทนลูกความอย่างซื่อสัตย์และเต็มความสามารถ โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับความผิด
  • ทนายความมีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความต่อศาล
  • การใช้ข้อบกพร่องของโจทก์เพื่อประโยชน์ของจำเลยลูกความ ถือเป็นกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักการต่อสู้คดีอาญาในระบบกล่าวหา เพราะภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

ความขัดแย้งทางจริยธรรม

  • เกิดความขัดแย้งระหว่าง ข้อเท็จจริงที่ทนายความรับทราบ (ว่าจำเลยกระทำความผิด) กับ ข้อบกพร่องทางกฎหมายของคำฟ้อง (ฟ้องโจทก์บกพร่อง)
  • หลักการ "จำเลยบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด" เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมอาญา ทนายความมีหน้าที่ทำให้แน่ใจว่าโจทก์ได้พิสูจน์ความผิดของจำเลยอย่างครบถ้วนตามกฎหมายและข้อเท็จจริง
  • ทนายความไม่สามารถโกหก หรือสร้างหลักฐานเท็จได้ แต่มีสิทธิที่จะไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่เสียเปรียบลูกความ หากไม่ใช่หน้าที่ทางกฎหมายที่ต้องเปิดเผย
  • การที่ทนายความชี้ข้อบกพร่องในฟ้องโจทก์ ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมถูกต้องและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรม

ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!

สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ

เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ

ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!

และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...