
นายชลสิทธิ์ กับ นายพีรพล เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ต่อมาได้เรียกประชุมทายาททั้งหมดเพื่อตกลงแบ่งที่ดินมรดกแปลงหนึ่ง ในที่ประชุมทายาทส่วนใหญ่เห็นพ้องให้นำที่ดินมาแบ่งออกเป็นแปลงย่อยๆ ให้มีเนื้อที่และมูลค่าเท่าๆ กัน จากนั้นใช้วิธี "จับฉลาก" เพื่อจัดสรรว่าทายาทคนใดจะได้ที่ดินย่อยส่วนใด แต่นายวิชาญ (จำเลย) ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมจึงมีมติเอกฉันท์มอบหมายให้ นายพีรพล จับฉลากแทนนายวิชาญ
ผลการจับฉลากปรากฏว่า ที่ดินส่วนหนึ่ง (ที่ดินพิพาท) ตกเป็นของ นายกิตติศักดิ์ (โจทก์) และต่อมานายชลสิทธิ์กับนายพีรพลในฐานะผู้จัดการมรดกได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่ นายกิตติศักดิ์ ตามผลการจับฉลากนั้น
อย่างไรก็ดี นายวิชาญยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมรดก ซึ่งรวมถึงที่ดินส่วนพิพาท มาโดยตลอดนับแต่ก่อนเจ้ามรดกเสียชีวิต และปฏิเสธที่จะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่นายกิตติศักดิ์ นายกิตติศักดิ์จึงยื่นฟ้องนายวิชาญ ขอให้ศาลบังคับขับไล่นายวิชาญและบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายรายเดือน

ป.พ.พ. มาตรา 1750 บัญญัติทางเลือกในการแบ่งที่ดินมรดกไว้ 3 ทางหลักๆ คือ 1. ทายาทต่างเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด (วรรคหนึ่ง) 2. ขายที่ดินแล้วเอาเงินมาแบ่งปันกัน (วรรคหนึ่ง ตอนท้าย) 3. ทำสัญญาตกลงกันโดยมี "หลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ" (วรรคสอง)
คดีนี้ การใช้วิธีจับฉลากแบ่งที่ดินมรดกมีลักษณะเป็น "ข้อตกลงหรือสัญญาแบ่งปันมรดก" แต่เมื่อนายวิชาญ (จำเลย) ไม่ได้เดินทางมาประชุมแล้วตกลงหรือเห็นด้วยกับวิธีจับฉลาก และก็ไม่มีเอกสารข้อตกลงหรือสัญญาที่ลงลายมือชื่อนายวิชาญหรือตัวแทนแต่อย่างใด การแบ่งมรดกโดยวิธีจับฉลากดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ทั้งยังถือเป็นการแบ่งปันมรดกที่มิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง
นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าทายาทได้มีการตกลงและส่งมอบการครอบครองให้แก่กันเป็นส่วนสัดแล้ว หรือตกลงให้นำที่ดินไปขายทอดตลาดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง อีกด้วยเช่นกัน
แม้ผู้จัดการมรดกจะได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อกระบวนการตกลงแบ่งปันมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทย่อมไม่อาจลบล้างข้อบกพร่องดังกล่าวได้ ที่ดินพิพาทจึงคงถือเป็น "ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท"
ในระหว่างที่ยังไม่ได้แบ่งปันที่ดินมรดก ทายาททุกคนย่อมถือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และมีส่วนแห่งสิทธิในที่ดินเท่าๆ กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 และ 1746
นายวิชาญในฐานะทายาทและเจ้าของรวมคนหนึ่ง ย่อมมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง
เมื่อที่ดินพิพาทคงถือเป็นทรัพย์ในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน และจำเลยมีสิทธิครอบครองใช้สอยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โจทก์ซึ่งเป็นทายาทเมื่อได้รับโอนที่ดินมาโดยไม่ชอบ จึงไม่มีสิทธิเหนือกว่าจำเลยอันจะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
กรณีต้องถือว่า "ยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย" ดังนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55
เขียนคำให้การชี้ประเด็นให้ศาลเห็นว่า ข้อตกลงแบ่งปันมรดกด้วยการจับฉลากถือเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อตกลงหรือยินยอม ข้อตกลงหรือสัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง
นอกจากนี้ในคำให้การ ให้ชี้ประเด็นด้วยว่า บรรดาทายาทไม่เคยแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดตาม มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง การแบ่งปันที่ดินมรดกจึงไม่เคยเกิดขึ้น เท่ากับว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยมิชอบ
นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ในกองมรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกัน ทั้งจำเลยยังได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งรวมถึงที่ส่วนพิพาท มาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกเสียชีวิต
ดังนี้จำเลยถือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 และย่อมมีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินมรดกได้โดยชอบตาม มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง
สรุปประเด็นว่า โจทก์และจำเลยต่างมีฐานะเป็นทายาทและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันที่เท่าเทียมกัน โจทก์ไม่ได้มีสิทธิใดๆ เหนือกว่าจำเลย ฉะนั้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นางสาวณิชา (โจทก์) เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่อยู่กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มียอดเงินคงเหลือในบัญชีจำนวน 50,000 บาท
ต่อมา นางภัทรา (จำเลย) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนางสาวณิชา ได้ปลอมตัวเป็นนางสาวณิชา และแอบนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสมุดบัญชีเงินฝากของนางสาวณิชา ไปถอนเงินสดจำนวน 30,000 บาท จากบัญชีเงินฝากดังกล่าว จากนั้นก็ได้นำเงินสดไปจับจ่ายใช้สอยส่วนตัว
เมื่อนางสาวณิชาทราบเรื่อง จึงฟ้องนางภัทราเป็นจำเลยต่อศาลในคดีอาญาด้วยข้อหา "ลักทรัพย์" พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ศาลสั่งให้นางภัทราคืนเงินจำนวน 30,000 บาท แก่ตนด้วย
เงินที่นางสาวณิชา (โจทก์) นำมาฝากไว้ในบัญชีธนาคาร ย่อมอยู่ในความครอบครอง และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝากทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672
โจทก์ คงมีแต่เพียงสิทธิเรียกร้องให้ธนาคารปฏิบัติตามสัญญาฝากเงิน
ส่วนธนาคารผู้รับฝาก ก็มีหน้าที่เพียงจะต้องคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่โจทก์นำมาฝากไว้เท่านั้น ธนาคารไม่จำต้องคืนเงินเป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ อันเดียวกันกับที่โจทก์ได้นำฝากไว้แต่แรก
การที่นางภัทรา (จำเลย) ปลอมตัวเป็นนางสาวณิชา (โจทก์) แล้วถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของนางสาวณิชา ณ ธนาคารผู้รับฝาก เงินสดที่จำเลยได้รับไปนั้นย่อมถือเป็นเงินของธนาคารผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์แต่อย่างใด ธนาคารผู้รับฝากเท่านั้นจึงจะเป็น "ผู้เสียหายโดยตรง" จากการที่ถูกจำเลยเอาเงินไป
กรณีเท่ากับว่า การกระทำของจำเลย หาใช่เป็นการเอาเงินของโจทก์ไปไม่ โจทก์ไม่ถือเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ และไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 30,000 บาท (ซึ่งเป็นของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ) แก่โจทก์ตามฟ้อง
ทนายความจำเลย ควรทำคำแถลงชี้ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญให้ศาลเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากเงินที่จำเลยรับไปจากธนาคารนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 โจทก์มิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2(4) ฉะนั้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องและขอให้จำเลยคืนเงินของธนาคารให้แก่โจทก์ตามฟ้อง
ศาลชอบที่จะสั่งว่าคดีไม่มีมูลได้ทันที โดยไม่ต้องเสียแรง/เสียเวลาของศาล รวมถึงคู่ความ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายเกริกเกียรติ (โจทก์) ชนะคดีแพ่งในการฟ้องเรียกให้ นายพีรพล (จำเลยที่ 1) ชำระเงินกู้ยืมจำนวน 10 ล้านบาท แต่หลังจากศาลมีคำพิพากษาได้เพียง 3 วัน นายพีรพล (จำเลยที่ 1) กับ นางกมลวรรณ (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันมานานและไม่มีเจตนาที่จะแยกทางกันจริง แต่กลับไปจดทะเบียนหย่า โดยในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าระบุข้อตกลงยกที่ดินและบ้าน ซึ่งเป็นสินสมรสส่วนใหญ่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์สินของนางกมลวรรณแต่เพียงผู้เดียว
ต่อมา นายเกริกเกียรติ ได้ทราบเรื่องและพบว่า ในความเป็นจริงบุคคลทั้งสองคนยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวร่วมกันตามปกติฉันสามีภริยา นายเกริกเกียรติมั่นใจว่าการหย่าระหว่างบุคคลทั้งสอง เป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนยึดที่ดินและบ้านเพื่อบังคับชำระหนี้ จึงยื่นฟ้องนายพีรพลและนางกมลวรรณ ขอให้ศาลพิพากษาว่า "การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะเนื่องจากเป็นเจตนาลวง และเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย” โดยมีคำขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนหย่า ตลอดจนบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าวเสีย
การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าโดยสมรู้กัน (เจตนาลวง) เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ถือเป็นประเด็นที่กฎหมายมีบทบัญญัติเฉพาะไว้อยู่แล้วในเรื่องเจตนาลวงและโมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155, 172 ประกอบ มาตรา 4 ศาลจึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวในการวินิจฉัย โดยไม่จำต้องนำหลักสุจริตทั่วไปในมาตรา 5 มาปรับบทตามคำฟ้องโจทก์แต่อย่างใด
แม้ข้อเท็จจริงอาจรับฟังได้ว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นการแสดงเจตนาลวงและต้องตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยังคงมีสิทธิเต็มเปี่ยมในการนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่เป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ได้
หรือแม้กระทั่งในกรณีทรัพย์สินได้เปลี่ยนไปอยู่ในชื่อจำเลยที่ 2 ว่าเป็นเจ้าของในทางทะเบียน หรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 ก็ตาม กฎหมายก็ยังให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการติดตามบังคับคดีเอาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1) และมาตรา 298
เมื่อสิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ยังไม่ได้ถูกกระทบกระเทือน ทั้งโจทก์ก็ "ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย" โดยตรงในทางครอบครัวหรือในการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง
กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ "มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ" อันจะทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง
ยื่นคำให้การชี้แจงว่า สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังคงมีอยู่บริบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1) และมาตรา 298
โจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิใดๆ ในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55
โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ในทางครอบครัวที่จะฟ้องขอเพิกถอนการหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง เพราะการจดทะเบียนหย่าเป็นเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะระหว่างคู่สมรส
ดังนั้นโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภายนอก จึงไม่มีสถานะและอำนาจทางกฎหมายที่จะมาฟ้องร้องขอบังคับได้โดยตรง
คำฟ้องโจทก์อ้าง ป.พ.พ. มาตรา 5 (หลักสุจริต) แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามการบรรยายฟ้องเป็นกรณีที่มีบทกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้อยู่แล้ว คือ ป.พ.พ. มาตรา 155 และ 172
ศาลจึงต้องปรับบทด้วยกฎหมายเฉพาะดังกล่าวตาม มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ศาลหาอาจนำ มาตรา 5 มาปรับบทตามที่โจทก์ฟ้องเพื่อตั้งฐานสิทธิได้ไม่
แทนที่จะฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนหย่า ซึ่งย่อมจะต้องถูกยกฟ้องในข้อกฎหมาย ทนายความโจทก์ควรดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้
ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จากนั้นยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อ นำยึดที่ดินและบ้านพิพาท โดยแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า:
ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เนื่องจากจำเลยทั้งสองร่วมกันโอน/รับโอน หรือยักย้ายทรัพย์สิน เพื่อมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน
โจทก์พึงใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญา กดดันจำเลยทั้งสองอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้จำเลยได้สำนึก และเข้ามาสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายทวีศักดิ์ ได้แต่งตั้งให้ นายปกรณ์ เป็นทนายความ ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับนายวิศรุตในข้อหาฉ้อโกง โดยใบแต่งทนายความระบุให้นายปกรณ์มีอำนาจในการดำเนินคดีแทนนายทวีศักดิ์ได้เต็มที่ทุกประการ
ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดี นายปกรณ์ได้จัดทำและยื่น "คำร้องขอถอนฟ้อง" ต่อศาล โดยระบุข้อความในคำร้องว่า "โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไป ขอถอนฟ้องคดีนี้" ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทว่าในความเป็นจริง นายทวีศักดิ์ไม่เคยได้รับเงินชดใช้ใดๆ เลย และไม่เคยสั่งหรืออนุญาตให้นายปกรณ์ไปถอนฟ้องคดีดังกล่าว
เมื่อนายทวีศักดิ์ทราบเรื่อง จึงยื่นฟ้องนายปกรณ์เป็นจำเลยในคดีอาญา ในข้อหา "นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา" ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง โดยอ้างว่า "คำร้องขอถอนฟ้องที่ระบุเรื่องการได้รับชดใช้เงินนั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยได้รับเงินใดๆ และไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยในการถอนฟ้อง การกระทำของจำเลยถือเป็นการแสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีอาญา"
คือการ "นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี" ซึ่งคำว่า "พยานหลักฐาน" (Evidence) ในทางกฎหมาย หมายถึง สิ่งที่ใช้พิสูจน์ความรับผิดหรือความบริสุทธิ์ ตามประเด็นหรือข้อพิพาทแห่งคดี
แต่ "คำร้องขอถอนฟ้อง" เป็นเพียงเอกสารที่ใช้ยื่นต่อศาล เพื่อแสดงเจตนาในการระงับสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเท่านั้น คำร้องขอถอนฟ้องมิได้เป็นพยานหลักฐานในคดีแต่อย่างใด
ดังนั้น การระบุข้อความใดๆ ในคำร้องขอถอนฟ้อง (แม้จะเป็นเท็จ) ย่อมไม่ใช่ "การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จ" ในการพิจารณาคดีอาญาตามนัยของ ป.อาญา มาตรา 180 วรรคสอง
การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิและหน้าที่ ซึ่งทนายความ (ตัวแทน) สามารถทำแทนคู่ความ (ตัวการ) ได้ตามขอบอำนาจที่ปรากฏในใบแต่งทนายความ
คดีนี้ เมื่อโจทก์มอบอำนาจเต็มที่ให้แก่จำเลยแล้วตามใบแต่งทนายความ การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจึงเป็นการกระทำตามขอบอำนาจในฐานะตัวแทน หาใช่เป็นการแสดงหรือนำสืบพยานหลักฐานเท็จต่อศาลเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในเนื้อหาคดีไม่
หากการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องของทนายความ ขัดต่อความประสงค์ของตัวความ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวความ กรณีเช่นนี้จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งในประเด็นความรับผิดในทางแพ่ง กับบทลงโทษฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความ
ทนายความจำเลยควรยื่นคำแถลงต่อศาลเสียตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2 เพื่อชี้ให้ศาลเห็นถึงประเด็นข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ไม่มีมูล เนื่องจากข้อความเท็จที่โจทก์อ้างนั้นปรากฏใน "คำร้องขอถอนฟ้อง" ซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานในคดีอาญาตามนัยของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงขาดองค์ประกอบความผิดโดยชัดแจ้ง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องประทับรับฟ้อง
ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ว่า "...จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายในใบแต่งทนายความ หากฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา…"
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
บริษัท แฟชั่นปั้นดาว จำกัด (จำเลย/นายจ้าง) ประกอบกิจการร้านขายเสื้อผ้า เปิดทำการทุกวัน รวมทั้งในวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยได้จ้าง นายปิยะ (โจทก์/ลูกจ้างรายเดือน) ในตำแหน่งพนักงานขายประจำร้าน และทำข้อตกลงในสัญญาจ้างไว้ว่า "ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในวันหยุด นายจ้างจะตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารวันละ 200 บาท บวกเงินโบนัสพิเศษคำนวณจากยอดขายสินค้าในวันนั้น และจะจัดให้ลูกจ้างได้หยุดชดเชยในวันทำงานปกติวันอื่นแทน” นายปิยะตกลงและได้ลงนามในสัญญาดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้ถือปฏิบัติตามนั้นตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่ง
ต่อมาเมื่อนายปิยะลาออกจากงานแล้ว นายปิยะได้ลูกยุและการชี้ช่องจากเพื่อน จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เรียกให้นายจ้างชดใช้เงินเพิ่มเติมเป็น “ค่าทำงานในวันหยุด” และ “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยคิดย้อนหลังเอาจากวันหยุดทั้งหลายตามจำนวนชั่วโมงที่นายปิยะได้เข้ามาทำงานตามจริง
นายจ้างให้การต่อสู้คดีว่า "โจทก์ได้รับการหยุดชดเชยในวันอื่นๆ ครบถ้วนแล้ว เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้เสียสิทธิใดๆ ในเรื่องวันหยุด อีกทั้งเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารกับเงินโบนัสพิเศษที่โจทก์ได้รับไปนั้น รวมกันก็สูงกว่าอัตราค่าจ้างต่อวันทำงานตามปกติของโจทก์เสียอีก โจทก์ไม่ได้เสียประโยชน์ใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นทางปฏิบัติของจำเลยก็เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งเกิดขึ้นโดยความสมัครใจยินยอมของโจทก์เอง"
กฎหมายกำหนดหน้าที่ซึ่งนายจ้างต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ในการจ่าย ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ให้แก่ลูกจ้าง อันเป็นการคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการจ้างแรงงาน
บทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันยกเว้น หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นอันเป็นการตัดสิทธิลูกจ้างมิให้ได้รับค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดนั้น หาได้ไม่
แม้นายจ้างจะอ้างว่าได้จ่ายค่าอาหารหรือเงินโบนัสพิเศษทดแทน หรือจัดวันหยุดชดเชยให้แล้วตามข้อตกลงในสัญญา แต่ตราบใดที่เป็นการเลี่ยงไม่จ่ายเงินตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และ 63 บัญญัติไว้ ข้อตกลงนั้นย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และต้องตกเป็น โมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
บัญญัติให้งานใน “ลักษณะเฉพาะ” บางประเภทเท่านั้นที่นายจ้างกับลูกจ้างอาจตกลงกันสะสมวันหยุดและเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันอื่นได้
อาทิ งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า/ในที่ทุรกันดาร
แต่งานขายเสื้อผ้าประจำร้านที่พิพาทกันอยู่ในคดีนี้ “ไม่ใช่” งานในกลุ่มประเภทเฉพาะตามบทบัญญัติข้างต้น
นายจ้างจึงไม่อาจทำสัญญาให้ลูกจ้างสะสมวันหยุดแล้วเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันอื่นแทน ตลอดจนไม่อาจหลบเลี่ยงการจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแต่อย่างใด
ทนายความฝ่ายโจทก์ ต้องชี้ให้ศาลเห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยอ้างมานั้น "ตกเป็นโมฆะ" ตั้งแต่ต้น เพราะขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และมาตรา 63 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ว่าลูกจ้างจะสมัครใจทำข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ หรือสวัสดิการที่ลูกจ้างได้รับจะสูงเพียงใด ก็ไม่อาจนำมาทดแทนหน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างในการจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างได้
ทนายความ ต้องนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ทำงานให้แก่จำเลยในวันหยุดวันใดบ้าง คิดเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง อัตราค่าจ้างของจำเลยเป็นเท่าใด ทั้งนี้เพื่อคำนวณออกมาเป็น ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ที่จำเลยค้างจ่าย
ทนายความ อาจขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกพยานเอกสารในความครอบครองของจำเลย ได้แก่:
เพื่อนำมาใช้ประกอบการนำสืบในชั้นศาล
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายวิชาญ (จำเลย) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกทะเบียนรับรองประวัติสุนัข ณ สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทย (โจทก์) ซึ่งเป็นนิติบุคคลเอกชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและให้การรับรองประวัติสายพันธุ์สุนัข นายวิชาญมีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามระเบียบของสมาคมฯ ในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ จดทะเบียนรูปพรรณสุนัข และออกหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
ต่อมา นายวิชาญได้รับการขอร้องจากฟาร์มสุนัขรายใหญ่แห่งหนึ่ง ให้ช่วยออกหนังสือรับรองสายพันธุ์ลูกสุนัขไซบีเรียนฮัสกี และให้ระบุข้อความในหนังสือรับรองว่า ลูกสุนัขตัวนี้สืบสายพันธุ์มาจากพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ที่มีดีกรีแชมป์อันดับ 1 จากการประกวดระดับโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว สุนัขตัวนี้เกิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ทั่วไป นายวิชาญทราบดี แต่ก็ยอมจัดทำหนังสือรับรองให้ พร้อมลงลายมือชื่อตนเองในฐานะหัวหน้าแผนกของสมาคมฯ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อสมาคมฯ ตรวจพบ จึงมอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องนายวิชาญต่อศาลเป็นคดีอาญา ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 268
ความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เป็นกรณีของการทำเอกสารขึ้นมาโดยไม่มีอำนาจ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นทำขึ้นโดย "ผู้มีอำนาจที่แท้จริง"
(เป็นการลวงในเรื่องตัวบุคคลผู้ทำเอกสาร)
ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายวิชาญ (จำเลย) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกทะเบียนรับรองประวัติสุนัข มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามระเบียบของสมาคมฯ ในการตรวจสอบข้อมูล จดทะเบียนรูปพรรณสุนัข และออกหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
แม้ข้อความบางส่วนที่นายวิชาญกรอกลงในหนังสือรับรองจะเป็น "ความเท็จ" (เพราะความจริง คือ สุนัขไม่ได้มีสายพันธุ์มาจากพ่อแม่ดีกรีแชมป์) แต่เมื่อนายวิชาญจัดทำเอกสารนั้นขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง เอกสารนั้นจึงถือเป็น "เอกสารที่แท้จริง" หาใช่เป็นเอกสารปลอมไม่
การกระทำของนายวิชาญจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 โดยสิ้นเชิง
ทนายความจำเลย ต้องยื่นคำให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบในการออก หรือจัดทำ และลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
โดยอาจนำสืบพยานเอกสาร เช่น คำสั่งแต่งตั้งจำเลย, ข้อบังคับหรือระเบียบของสมาคมฯ โจทก์, รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ร่วมงานของจำเลย เพื่อพิสูจน์บทบาทและอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการทำงาน
ทนายความจำเลย พึงชี้ให้ศาลเห็นว่า ฟ้องของโจทก์โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยลงข้อความในเอกสารไม่ตรงกับความจริง แต่ในเมื่อจำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดทำเอกสาร กรณีจึงไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสารแต่ประการใด และดังนั้น จึงไม่มีทางเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปได้
ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ทันที
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
หากคุณสนใจและใฝ่เรียนรู้เพิ่มเติมใน คดีดังอื่นๆ กับกลยุทธ์ที่ทนายความยอดฝีมือของประเทศไทย ใช้พลิกเอาชนะคดีได้มาแล้ว !!
เราได้รวบรวมสำนวนคดีดัง บทวิเคราะห์ กลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลจริง ไว้ในแฟ้มข้อมูลพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ลับคมวิชากฎหมาย ก้าวนำคู่ความฝ่ายตรงข้าม และอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมได้อย่างมั่นคงยืน
คลิกที่ปุ่มด้านล่างนี้ และเริ่มต้นเส้นทางสู่ความสำเร็จของคุณได้เลย!
ลับคมทนายความ