


การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ต้องยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน หากไม่พอจึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นนั้น ถือเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจโจทก์ ในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินใดๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้จนสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยไม่จำต้องมีลำดับก่อนหลังแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๗/๒๕๖๕ วินิจฉัยว่า "...แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องว่า ข้อความอันเป็นเท็จนั้นอาจทำให้ผู้เสียหาย, เจ้าหน้าที่นิติกรของผู้เสียหาย, ผู้อื่น, หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้างๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการแจ้งข้อความของจำเลยอย่างไร... คำฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗... ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕)"



คำถาม: ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ ท่านจะแก้ข้อต่อสู้ของบริษัทประกันภัย ซี ใน 2 ประเด็นนี้อย่างไร? หลักกฎหมายที่ถูกต้องเป็นเช่นไร อันจะทำให้โจทก์ชนะคดีนี้ได้?



