ลับคมทนายความ
กรณีศึกษา และบทเรียนจากคดีจริง
วิเคราะห์คดี: ตัดเงินเดือนข้าราชการ ได้ด้วยหรือ?
นายสมชาย (ผู้ฟ้องคดี) เป็นข้าราชการ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สั่งจ่ายเช็คเงินงบประมาณ แต่ด้วยความพลั้งเผลอเขาไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ในเช็คหลายฉบับ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งนำเช็คไปขึ้นเงินโดยทุจริต ในการสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรงของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว นายสมชายเคยถูกเรียกไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน และได้เคยให้ถ้อยคำต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยยอมรับในข้อเท็จจริงว่า เป็นเขาเองที่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" บนเช็ค แต่ปฏิเสธว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นใดๆ กับการกระทำของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว
ต่อมา อธิบดีกรมต้นสังกัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้นำถ้อยคำข้างต้นของนายสมชาย มาเป็นเหตุผลหลักในการออกคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนนายสมชายฐานประมาทเลินเล่อ แต่ทว่าก่อนการออกคำสั่งดังกล่าว อธิบดีไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสนายสมชายชี้แจงข้อเท็จจริงในสำนวนคดีของนายสมชายเอง
นายสมชายจึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองอ้างว่า กระบวนการออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ให้โอกาสเขาโต้แย้งตาม พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

หากท่านเป็นทนายความของฝ่ายอธิบดี ท่านจะให้คำแนะนำอย่างไร? ข้อกฎหมายใดที่ใช้ในการวินิจฉัยชี้ขาดความชอบหรือไม่ชอบของคำสั่งทางปกครองในคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้ - ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดี
หลักฟังความทุกฝ่าย
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า คำสั่งทางปกครองใดๆ ที่อาจกระทบสิทธิคู่กรณี ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสทราบข้อเท็จจริง และมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน
ข้อยกเว้น
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคสอง(3) ได้บัญญัติกรณีคำสั่งทางปกครองที่ไม่จำต้องให้โอกาสคู่กรณีโต้แย้งก่อน คือ "เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเอง ได้เคยให้ไว้ในคำขอ คำให้การ หรือคำแถลง"
สรุปหลักกฎหมาย
เพราะฉะนั้น หากคู่กรณีได้เคยให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง อันเป็นประเด็นสำคัญไว้แล้วในกระบวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง การให้โอกาสโต้แย้งอีกครั้งย่อมไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปได้ สภาพการณ์เช่นนี้ถือเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมาย ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองได้ทันที โดยไม่จำต้องให้โอกาสคู่กรณีคัดค้านหรือโต้แย้งอีก
สิ่งที่ทนายความควรทำ
แนวทางการต่อสู้คดี
ทนายความควรชี้ให้ศาลเห็นว่า การที่นายสมชาย ผู้ฟ้องคดี เคยยอมรับข้อเท็จจริงไว้อย่างชัดแจ้งแล้วในกระบวนการตรวจสอบของ สตง. และการสอบสวนวินัยในคดีอื่นที่เกี่ยวพันกัน โดยนายสมชายรับว่า ตนเองไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" บนเช็ค เท่ากับนายสมชายรับแล้วว่าตนเองประมาทเลินเล่อ อันเป็นมูลเหตุให้ต่อมา อธิบดีต้นสังกัดออกคำสั่งลงโทษ
ดังนี้ การจะให้โอกาสสมชายโต้แย้งอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่มีผลต่อสาระสำคัญ และไม่อาจทำให้ผลคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้
บทสรุปทางกฎหมาย
คำสั่งลงโทษของอธิบดีชอบด้วย พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคสอง (3)

เทียบเคียง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.257/2550
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: หมิ่นประมาทสหกรณ์?
สหกรณ์ออมทรัพย์ มั่งมีศรีสุข (โจทก์) ยื่นฟ้อง นายจำลอง (จำเลย) ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยบรรยายฟ้องสมบูรณ์ครบองค์ประกอบความผิด สาระสำคัญมีว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำต่อที่ประชุมสมาชิก ทั้งยังโพสต์ข้อความเดียวกันลงในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์มั่งมีศรีสุข ชุดนี้บริหารงานได้แย่มาก มีความบกพร่อง ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ในเรื่องการอนุมัติเงินกู้" โดยโจทก์อ้างว่า ข้อความดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และได้รับความเสียหายจากข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ข้างต้น

หากท่านเป็นทนายความฝ่ายจำเลย ท่านจะตัดฟ้องโจทก์ได้ทันทีหรือไม่ อย่างไร? ข้อกฎหมายใดที่ท่านควรยกขึ้นต่อสู้?
กลยุทธ์ต่อสู้: ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
1
สถานะบุคคล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70
ประกอบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51)
สหกรณ์ถือเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีสิทธิหน้าที่ หรือมีสถานะแยกต่างหากจากตัวกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้น
2
เนื้อหาของการใส่ความ
เมื่อข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น มุ่งโจมตีไปที่ "การบริหารงานที่บกพร่อง" หรือ "ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต" ของ "ตัวบุคคล" ซึ่งเป็นกรรมการของสหกรณ์ แม้กรรมการจะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล แต่ผลของการใส่ความย่อมตกอยู่แก่ "ตัวบุคคล" ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือบกพร่องเท่านั้น หาได้เป็นการใส่ความโดยตรงหรือมีผลกระทบโดยตรงต่อนิติบุคคลสหกรณ์ แต่อย่างใดไม่
3
ความเป็นผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) และอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2)
ผู้เสียหาย คือ บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด
เมื่อคำกล่าวของจำเลยมุ่งหมายต่อตัวกรรมการเป็นสำคัญ สหกรณ์โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการใส่ความโดยตรง และจึงไม่ใช่ผู้เสียหายอันจะมีอำนาจฟ้องคดีนี้
สิ่งที่ทนายความควรทำ
ทนายความจำเลย ควรยื่นคำให้การตัดอำนาจฟ้องโจทก์ โดยโต้แย้งว่า "โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย" เนื่องจากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องและหาว่าเป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทนั้น ปรากฏชัดแจ้งในตัวว่าเป็นการใส่ความต่อคณะกรรมการ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มีฐานะแยกต่างหากจากโจทก์
เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๑๘/๒๕๖๖ วินิจฉัยว่า "...คำกล่าวของจำเลยตามฟ้อง มุ่งหมายถึง การทำหน้าที่ของกรรมการดำเนินการว่าทำงานบกพร่องและไม่สุจริต แม้หากฟังว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเป็นการใส่ความผู้อื่น ก็ต้องหมายถึงกรรมการดำเนินการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐ และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ มิใช่โจทก์ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากกรรมการดำเนินการ... ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการใส่ความของจำเลย สหกรณ์โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท…"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: บังคับคดี ยังไงดี?
ธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) (โจทก์) เป็นเจ้าหนี้ ได้ให้กู้ยืมเงินแก่ลูกหนี้ คือ บริษัท บี จำกัด (จำเลยที่ 1) ซึ่งมี นาย ก. (จำเลยที่ 2) เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท บี
นอกจากนี้ นาย ก. (จำเลยที่ 2) ยังได้ดำเนินการอีก 2 ประการ คือ 1. จดทะเบียนจำนองที่ดินส่วนตัว เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินของบริษัท และ 2. ทำสัญญาค้ำประกัน ไว้อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อตกลงว่า นาย ก. จะยอมรับผิดในหนี้ส่วนที่เกินราคาที่ดินจำนองด้วย
ภายหลัง บริษัท บี ผิดนัดชำระหนี้ และธนาคาร เอ ได้บอกกล่าวทวงถามทั้งบริษัท บี กับ นาย ก. โดยชอบแล้ว แต่ไม่เป็นผล ธนาคาร เอ จึงฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลย โดยบรรยายฟ้องอ้างสิทธิทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนอง กับมีคำขอท้ายฟ้องว่า "หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ขอให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน"
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เต็มจำนวนตามฟ้อง แต่ในการบังคับคดี ศาลพิพากษาว่า "หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน"

ในฐานะทนายความของธนาคาร เอ ท่านพึงพอใจในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วหรือไม่? หรือว่า ท่านควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายใด เพื่อปกป้องสิทธิของลูกความในการบังคับคดี
วิเคราะห์ปัญหาข้อกฎหมาย
โจทก์ฟ้องคดีนี้ใน 2 ฐานะที่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ
1
ฐานะเจ้าหนี้สามัญ
ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินใดๆ ของลูกหนี้จนสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 เท่ากับว่า โจทก์พึงได้รับชำระหนี้ หรือบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินใดๆ จนสิ้นเชิงได้ทั้งจากบริษัท บี (ลูกหนี้ผู้กู้ยืม) และจากนาย ก. (ลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน)
2
ฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนอง
ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดเงื่อนไขว่าต้อง "ยึดทรัพย์จำนองก่อน" และ "เมื่อไม่พอ จึงจะยึดทรัพย์สินอื่น" จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเท่ากับเป็นการกำหนดขั้นตอนการบังคับชำระหนี้โดยลดทอนสิทธิที่โจทก์พึงมีในฐานะเจ้าหนี้สามัญ
อีกทั้งเมื่อ นาย ก. เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท บี ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ให้นาย ก. ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนอง ย่อมสมบูรณ์ และใช้บังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 727/1 วรรคสอง
สิ่งที่ทนายความควรทำ:
ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในปัญหาข้อกฎหมายว่า
การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ต้องยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน หากไม่พอจึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นนั้น ถือเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจโจทก์ ในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินใดๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้จนสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยไม่จำต้องมีลำดับก่อนหลังแต่อย่างใด
คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิพากษาแก้เป็น ให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์จำนอง ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดได้ เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา
เทียบเคียง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๙๘/๒๕๖๖
โจทก์ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ โดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย โจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่
เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ที่ให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน มีผลเป็นการกำหนดขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้โดยให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสาม เป็นการพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในการบังคับชำระหนี้น้อยกว่าสิทธิที่มีอยู่ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องตามสิทธิของโจทก์โดยชอบแล้ว เป็นการไม่ชอบ
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: แจ้งความเท็จ
รูปคดี: พนักงานอัยการ (โจทก์) ยื่นฟ้อง นายธนา (จำเลย) ในความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 คำฟ้องบรรยายว่า
…เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหาย คือ พล.ต.อ.กิตติ เพชรแท้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยใจความว่า 'พ.ต.ท.วิชัย ตั้งกิจ ตำรวจในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีเส้นสายใหญ่โต ได้รับสิทธิพิเศษ ประพฤติตนไม่อยู่ในกฎระเบียบ แต่ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้' ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้ว พ.ต.ท.วิชัย ไม่ได้รับสิทธิใดหรือการปฏิบัติใดเป็นพิเศษ การกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหาย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้อื่น, หรือประชาชน ได้รับความเสียหาย
เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร…

ในฐานะที่ท่านเป็นทนายความของนายธนาจำเลย ข้อกฎหมายใดที่ท่านอาจยกขึ้นต่อสู้ และเอาชนะคดีนี้ได้อย่างเด็ดขาด?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี: ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้-ชนะคดีอย่างเสร็จเด็ดขาด
ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)
กำหนดให้คำฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด
นัยสำคัญของมาตรานี้ คือการบรรยาย "ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและชัดแจ้ง แสดงถึงองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย"
ป.อ. มาตรา 137
ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 มีถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่งคือ "..ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย.."

ประเด็นวินิจฉัยชี้ขาด:
การที่คำฟ้องบรรยายเพียงว่า "..อาจทำให้ผู้เสียหาย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้อื่น, หรือประชาชนได้รับความเสียหาย…" เป็นเพียงการ หยิบยกถ้อยคำของ ป.อ. มาตรา 137 มาบรรยายแบบกว้างๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็น เพื่อให้จำเลยและศาลเข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายได้รับผลกระทบอย่างไร หรือได้รับความเสียหายอย่างใดกันแน่ ดังนั้นเมื่อคำฟ้องขาดข้อเท็จจริงในส่วนสำคัญเยี่ยงนี้ เท่ากับว่าคำฟ้อง บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด (ขาดข้อเท็จจริงในเรื่องความเสียหาย) จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)
สิ่งที่ทนายความควรทำ:
ท่านควรยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น หรือต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การว่า "คำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) เนื่องจากไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้จำเลยเข้าใจได้ว่า การกระทำของจำเลยอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร จำเลยย่อมไม่อาจต่อสู้ได้ถูกต้อง ถือเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานแจ้งความเท็จ ขอศาลได้โปรดวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายดังกล่าว และพิพากษายกฟ้อง"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๗/๒๕๖๕ วินิจฉัยว่า "...แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องว่า ข้อความอันเป็นเท็จนั้นอาจทำให้ผู้เสียหาย, เจ้าหน้าที่นิติกรของผู้เสียหาย, ผู้อื่น, หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้างๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการแจ้งข้อความของจำเลยอย่างไร... คำฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗... ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕)"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: ละเมิดอนุสิทธิบัตรกรรไกร ?
บริษัท เกษตรก้าวหน้า จำกัด (โจทก์) ได้คิดค้น "กรรไกรตัดกิ่งไม้แบบทุ่นแรงระบบเฟืองทด" ซึ่งมีกลไกการทำงานที่มองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ในช่วงการพัฒนา โจทก์ได้ว่าจ้าง บริษัท เครื่องมือช่าง จำกัด (จำเลย) ให้ทำการผลิตกรรไกรต้นแบบจำนวน 5,000 ชิ้น เพื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพ และเมื่อได้รับสินค้าต้นแบบแล้ว โจทก์ก็ได้นำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี ให้ทดลองใช้ฟรีในช่วงเดือนมกราคม 2565 ทั้งนี้โดยไม่มีข้อตกลงกับบรรดาเกษตรกรในเรื่องการเก็บรักษาความลับ หรือการห้ามนำไปแสดงต่อผู้อื่น
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2565 (ซึ่งยังอยู่ภายใน 12 เดือนนับแต่วันที่แจกสินค้าทดลอง) โจทก์ได้ยื่นคำขอ และได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ
หลังจากนั้นในปี 2566 บริษัท เครื่องมือช่าง จำกัด (จำเลย) ได้ผลิตกรรไกรที่มีลักษณะเหมือนกันออกมาจำหน่าย ซึ่งเมื่อโจทก์ได้ทราบดังนั้น ก็จึงฟ้องจำเลยทันควัน ในฐานละเมิดอนุสิทธิบัตร พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท

ในฐานะทนายความของจำเลย ท่านจะวางกลยุทธ์ต่อสู้คดี เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด ตลอดจนขอให้ศาลเพิกถอนอนุสิทธิบัตรโจทก์ได้หรือไม่ อย่างไร? และกรณีจะถือเป็นการที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต อันจะทำให้จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมาย ที่ส่งผลต่อการแพ้หรือชนะคดี มีดังจะกล่าวต่อไปนี้…
ประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (Novelty)
v. การเปิดเผยสาระสำคัญของงานประดิษฐ์
ข้อกฎหมาย
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ และ 65 ทศ ประกอบ 6 วรรคหนึ่ง และ 6 วรรคสอง(1) กำหนดไว้ชัดว่า การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้นั้น ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ซึ่งจะต้องไม่ใช่ "งานที่ปรากฏอยู่แล้ว"
หากกรณีเป็นการประดิษฐ์ที่มี หรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร ก่อนวันยื่นคำขอ ย่อมไม่อาจรับอนุสิทธิบัตรได้
ข้อเท็จจริง
แม้โจทก์จะอ้างเหตุยกเว้นในข้อที่ว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรภายใน 12 เดือน นับแต่วันที่มีการเปิดเผยสาระสำคัญ (ตามมาตรา 6 วรรคสาม) แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า กรรไกรมีกลไกการทำงานที่มองเห็นและเข้าใจได้โดยง่ายจากสภาพภายนอก และโจทก์ได้แจกจ่ายกรรไกรต้นแบบไปจำนวนมาก (5,000 ชิ้น) ให้เกษตรกรทั่วไปทำการทดลองใช้ โดยที่ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อผูกพันในการรักษาความลับ
ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้รับจ้างผลิตให้โจทก์ในตอนแรก แต่เมื่อโจทก์นำสินค้าไปเปิดเผยต่อสาธารณะ (กลุ่มเกษตรกร) ในวงกว้างเช่นนี้แล้ว ความลับและความเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่นั้นย่อมสิ้นสภาพไป โดยการกระทำของโจทก์เอง
จุดวินิจฉัยชี้ขาด
การกระทำของโจทก์ดังกล่าว ถือได้ว่าทำให้สถานะของงานกลายเป็น "สิ่งประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้ว (Public Knowledge / Public Use)" ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง(1)
กรณีจึงไม่ใช่เป็นเพียงแต่การเปิดเผยสาระสำคัญหรือการแสดงผลงานในงานแสดงสินค้าตามข้อยกเว้นของ มาตรา 6 วรรคสาม
ดังนี้ การจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์
ประเด็นเรื่องการฟ้องแย้ง
เพื่อเรียกค่าเสียหายกลับในฐานละเมิด

ข้อวินิจฉัย:
การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดี โดยอาศัยอนุสิทธิบัตรที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ (ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเหตุพิพาท และอนุสิทธิบัตรไม่ได้ถูกเพิกถอน) ย่อมเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามครรลองคลองธรรม หากแม้นต่อมาศาลจะพิพากษาว่า อนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ กรณีก็ไม่อาจถือว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย
คดียังไม่มีมูลให้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายได้
สรุปแนวกลยุทธ์ของทนายความจำเลย
1
ให้การ และฟ้องแย้งขอให้ศาลเพิกถอนอนุสิทธิบัตร
ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ศาลเพิกถอนอนุสิทธิบัตร โดยนำสืบถึง การที่โจทก์แจกจ่ายสินค้าต้นแบบ 5,000 ชิ้น ให้แก่เกษตรกรในวงกว้าง โดยไม่ได้มีข้อตกลงปกปิดความลับ ทั้งสินค้าก็มีลักษณะที่มองเห็นกลไกการทำงานได้ง่ายจากภายนอก
ฉะนั้นกรณีจึงต้องถือว่า สินค้าของโจทก์ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายแล้ว และไม่ถือเป็นงานประดิษฐ์ที่ทำขึ้นใหม่อีกต่อไป แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนอนุสิทธิบัตรไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ก็ไม่อาจทำให้อนุสิทธิบัตรกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ดังนี้จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิด และไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์
2
ตัดประเด็นฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย
แม้จำเลยอาจชนะในประเด็นที่ว่า อนุสิทธิบัตรโจทก์ไม่สมบูรณ์ แต่ทนายความต้องประเมินด้วยใจเที่ยงธรรมว่า คดีไม่มีมูลพอให้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์
ยิ่งไปกว่านั้น ทนายความพึงดำรงตนตามข้อบังคับมรรยาททนายความ และไม่ยุยงส่งเสริมให้จำเลยฟ้องแย้งพร่ำเพรื่อ โดยหวังจะได้รับค่าจ้างว่าความเพิ่มเติม

เทียบเคียง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191/2565
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ประกันภัยไร้ผล?
บริษัท เอ จำกัด (โจทก์ที่ 1) เป็นเจ้าหนี้ ให้กู้ยืมเงินแก่ลูกหนี้ คือ บริษัท บี จำกัด โดยมีกรรมการของบริษัท บี คือ นาย ก. และ นาย ข. (โจทก์ที่ 2 และ ที่ 3) ค้ำประกันหนี้ดังกล่าวไว้ด้วย
เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการชำระหนี้ นาย ก. และ นาย ข. ยังได้ติดต่อทำสัญญาประกันภัยกับ บริษัทประกันภัย ซี (จำเลย) กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า "หากบริษัท บี ผิดนัดชำระหนี้แล้ว บริษัทประกันภัย ซี จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ บริษัท เอ ในนามของ นาย ก. และ นาย ข. ผู้เอาประกัน" ทั้งนี้บริษัท บี เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยทั้งหมด
ต่อมา บริษัท บี ไม่ชำระหนี้เงินกู้ยืมภายในกำหนดคือวันที่ 1 มกราคม 2561 บริษัท เอ เพียงแต่บอกกล่าวทวงถาม จากนั้นก็ปล่อยระยะเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 (ผ่านไป 3 ปีเศษ) บริษัท เอ, นาย ก. และ นาย ข. จึงได้ร่วมกันฟ้อง บริษัทประกันภัย ซี ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย

ท่านรับหน้าที่เป็นทนายความฝ่ายโจทก์ในคดีข้างต้น และต้องพิเคราะห์ข้อต่อสู้ของจำเลย ดังจะกล่าวต่อไปนี้…
ข้อต่อสู้ของจำเลย
บริษัทประกันภัย ซี (จำเลย) ให้การต่อสู้ใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้:
1. ความไม่มีส่วนได้เสีย
นาย ก. และ นาย ข. ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุประกันภัย เพราะไม่ได้เป็นผู้กู้ยืมเงินจากบริษัท เอ ยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย (เพราะบริษัท บี ต่างหากที่เป็นคนจ่าย) สัญญาประกันภัยจึงไม่มีผลผูกพันตาม ป.พ.พ. มาตรา 863
2. คดีขาดอายุความ
เหตุผิดนัดเกิดขึ้นเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในสัญญาประกันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง
คำถาม: ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ ท่านจะแก้ข้อต่อสู้ของบริษัทประกันภัย ซี ใน 2 ประเด็นนี้อย่างไร? หลักกฎหมายที่ถูกต้องเป็นเช่นไร อันจะทำให้โจทก์ชนะคดีนี้ได้?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี: หลักกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้-ชนะ คือ…

1. ประเด็นเรื่องส่วนได้เสีย (Insurable Interest)
ข้อกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 863 (ผู้เอาประกันภัย ต้องมีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัย มิฉะนั้นแล้วสัญญาไม่มีผลผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น)
แนวทางต่อสู้
นาย ก. และ นาย ข. ในฐานะผู้ค้ำประกัน มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในหนี้กู้ยืมเงินหาก บริษัท บี ผู้กู้ยืม ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่า นาย ก. และ นาย ข. "มีส่วนได้เสีย" ในเหตุที่เอาประกันภัย ดังนี้สัญญาประกันภัยย่อมผูกพันบริษัทประกันภัย ซี
ส่วนประเด็นที่ว่าบริษัท บี เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแทนนาย ก. และ นาย ข นั้น ถือเป็นการชำระในนามของผู้เอาประกันภัยคือ นาย ก. และ นาย ข. และก็เป็นเรื่องระหว่างบริษัท บี กับนาย ก. และ นาย ข เท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อบริษัทประกันภัย ซี และหาได้ทำให้ส่วนได้เสียของนาย ก. และ นาย ข. ตามสัญญาประกันภัยเปลี่ยนแปลงไปไม่

2. ประเด็นการนับอายุความ (Prescription)
ข้อกฎหมาย
  • ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง (สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันวินาศภัย มีอายุความ 2 ปี)
  • ป.พ.พ. มาตรา 193/30 (สิทธิเรียกร้องใดที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้ใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี)
แนวทางต่อสู้และชี้ขาดคดี
สัญญาประกันภัยในคดีนี้ มีเงื่อนไขว่า บริษัทประกันภัย ซี จำเลย จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ในกรณีที่มีการ "ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ยืม" ซึ่งเป็นการประกันภัยในกรณีเกิดเหตุผิดสัญญาในอนาคต หาใช่เหตุวินาศภัยไม่ (ไม่ใช่เหตุ เช่น ไฟไหม้ อุบัติเหตุ อุทกภัย ฯลฯ) ตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 20 หมวด 2
ดังนั้น อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 จึงนำมาใช้บังคับไม่ได้ และเมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะสำหรับสัญญาประเภทนี้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

สรุปทางต่อสู้ของฝ่ายโจทก์:
ท่านต้องโต้แย้งว่า โจทก์ที่ 2 และ 3 มีส่วนได้เสียในฐานะผู้ค้ำประกัน และสัญญาประกันภัยในคดีนี้ไม่ใช่ประกันวินาศภัย แต่เป็นสัญญาประกันการชำระหนี้ ซึ่งมีอายุความ 10 ปี การฟ้องคดีหลังจากเวลาผ่านไป 3 ปีเศษ จึงยังไม่ขาดอายุความ

เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2253/2565
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ช่างซ่อมจอมยักยอก?
รูปคดี:
นายดำ (โจทก์) ได้ทำสัญญาจ้างนายขาว (จำเลย) ให้ซ่อมแซม ตกแต่ง และบูรณะรถยนต์โบราณหายาก โดยตกลงค่าจ้างกันเป็นแบบเหมาจ่าย ซึ่งรวมค่าแรงกับค่าอะไหล่เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 400,000 บาท จากนั้นนายดำได้เอาเงิน 400,000 บาท ฝากเข้าบัญชีธนาคารของตนเอง แล้วมอบบัตร ATM พร้อมรหัสกดเงินให้นายขาวถือไว้ เพื่อให้นายขาวสามารถนำไปใช้โอนหรือถอนเงินได้ตามความจำเป็น สำหรับซื้ออะไหล่และเป็นค่าแรงในการทำงาน ทั้งนี้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตนายดำก่อน
ภายหลังต่อมา นายดำเห็นว่ารถยนต์ได้รับการซ่อมแซมตกแต่งไปเพียง 70% แต่นายขาวกลับโอนหรือถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมด ทั้งยังปฏิเสธที่จะทำงานต่อไปโดยอ้างว่างานเสร็จแล้วตามสัญญา หลักฐานการโอนเงินด้วยบัตร ATM ชี้ชัดว่ามีเงินจำนวน 50,000 บาท ถูกนำไปใช้ซื้อสิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการซ่อมแซมตกแต่งรถยนต์ แต่เป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยสำหรับประโยชน์ส่วนตัวของนายขาวเอง นายดำจึงตัดสินใจฟ้องนายขาวเป็นคดีอาญา ในข้อหายักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ในฐานะทนายความของนายขาว ท่านจะต่อสู้คดีนี้อย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้ชนะคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้ชนะคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ
ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 จะต้องเป็นการที่ผู้กระทำความผิด ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต
คดีนี้มีปัญหาสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เพียงแต่มอบการครอบครองเงินจำนวน 400,000 บาทให้แก่จำเลยเท่านั้น แล้วจำเลยเบียดบังเงินไปโดยทุจริต -หรือว่า- โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าว เป็นค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยแล้วตามสัญญา
ข้อเท็จจริงสำคัญ
ข้อตกลงตามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งอนุญาตให้นายขาวถอนเงินจากบัญชีของนายดำไปใช้จ่ายได้เองตามความจำเป็น โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน ชี้ให้เห็นว่า กรณีเป็นการที่นายดำชำระ ค่าจ้างล่วงหน้า ให้แก่นายขาวตามหน้าที่ดังที่ระบุในสัญญา
กรณีหาใช่เป็นการมอบเงินให้นายขาวครอบครองไว้ในฐานะ ตัวแทน อันนายขาวมีหน้าที่จะต้องส่งเงินคืนแต่อย่างใดไม่
แนวทางการแก้ข้อหา
สิ่งที่ทนายความควรทำ
1
ต่อสู้เรื่องลักษณะนิติสัมพันธ์
ทนายความต้องทำคำให้การว่า รูปคดีนี้เป็น สัญญาจ้างทำของ โดยคู่สัญญาได้ตกลงวิธีการชำระค่าจ้างล่วงหน้า ให้อำนาจจำเลย (นายขาว) ในการถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ (นายดำ) เมื่อจำเลยถอนหรือโอนเงินออกไปแล้ว เงินนั้นย่อมถือเป็นค่าจ้างตามสัญญาและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำเลยจะใช้จ่ายเงินค่าจ้างนั้นอย่างไรก็ได้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของโจทก์แต่ประการใด
2
แยกแยะความแตกต่างระหว่าง "สัญญาจ้างทำของ" กับ "สัญญาตัวแทน"
การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยถอนเงินไปใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ก่อน แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ครอบครองเงินในฐานะตัวแทน อันจะต้องส่งเงินหรือคืนเงินแก่โจทก์ตามคำสั่งของโจทก์ในฐานะตัวการ แต่เป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าในฐานะผู้รับจ้างทำของ เงินดังกล่าวจึงถือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และจำเลยย่อมมีอำนาจที่จะใช้สอยหรือจำหน่ายเงินไปอย่างไรก็ได้
3
สรุปผลวินิจฉัยความรับผิด
ดังนั้น ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยใช้เงินไปหมดแล้ว แต่ยังซ่อมแซมตกแต่งรถยนต์ไม่เสร็จตามที่ตกลงไว้ จึงเท่ากับเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาจ้างทำของในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนจำเลยจะผิดสัญญาจ้างทำของหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหากในทางแพ่ง แต่สำหรับคดีนี้ การกระทำของจำเลยไม่อาจเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกได้อย่างเด็ดขาด

หมายเหตุ: เทียบเคียง คำพิพากษาฎีกาที่ 1790/2565
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี จำเลยสู่แดนประหาร?
นายดำ (จำเลย) ถูกฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289(4) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษประหารชีวิต แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกตลอดชีวิต
ทั้งพนักงานอัยการโจทก์และนายดำ ต่างพอใจในผลคำพิพากษาและไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ภริยาผู้ตาย (โจทก์ร่วม) ได้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก คือ ประหารชีวิต
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ไม่ควรลดโทษ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นให้ลงโทษประหารชีวิต นายดำตกใจมาก จึงแต่งตั้งท่านเป็นทนายความเพื่อยื่นฎีกา โดยประสงค์จะต่อสู้ในชั้นฎีกาว่า "ตนไม่ได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตนเพียงแต่บันดาลโทสะ ตนมิได้คิดไตร่ตรองหรือวางแผนมาก่อนแต่อย่างใด"

คำถาม: ในฐานะทนายความ ท่านจะให้คำแนะนำแก่จำเลยอย่างไร? จำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นตามที่ประสงค์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อสิทธิในการฎีกา
ข้อกฎหมายสำคัญ คือ
ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ซึ่งบังคับให้ศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต (แม้ถึงว่าจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวเลยก็ตาม)
ข้อเท็จจริงที่ถือเป็นยุติและถึงที่สุด
การที่พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ แต่มีเพียงโจทก์ร่วมเท่านั้นที่อุทธรณ์โดยขอให้เพิ่มโทษหรือลงโทษหนักขึ้น แล้วศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษเป็นประหารชีวิต กรณีจึงเท่ากับว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และต้องถือเป็นยุติและถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง
หน้าที่สำคัญของทนายความ
สิ่งที่ทนายความพึงให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง
1
ท่านต้องชี้แจงให้จำเลยทราบว่า จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า "ตนไม่ได้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน" ได้อีกแล้ว เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องการกระทำความผิดหรือในเรื่องฐานความผิดไว้เลย ดังนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วพิพากษายืนในส่วนการกระทำความผิด (แม้จะพิพากษาแก้ในส่วนของโทษ) ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นอันถึงที่สุดโดยผลของกฎหมาย (ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง)
2
เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวพันถึงชีวิต ท่านจึงต้องให้คำแนะนำที่แม่นยำอย่างยิ่ง เพื่อให้ฎีกาของจำเลยมีหนทางได้รับพิจารณา กล่าวคือ:
จำเลยยังคงใช้สิทธิฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และปัญหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ ดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งยังไม่ถือเป็นที่สุดเนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้
ตัวอย่างเช่น จำเลยอาจฎีกาในเรื่องเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย (ป.อ. มาตรา 78) ประกอบประวัติคุณงามความดี และ/หรือ ความรู้สึกสำนึกผิดและการบรรเทาผลร้าย ฯลฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๙/๒๕๖๕
วินิจฉัยว่า "...โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจำเลย ถือว่า ประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของโทษ จากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นอันถึงที่สุดตาม มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
เพราะความรู้เรียนกันไม่มีวันสิ้นสุด…
หากคุณสนใจและใฝ่เรียนรู้เพิ่มเติมใน คดีดังอื่นๆ กับกลยุทธ์ที่ทนายความยอดฝีมือของประเทศไทย ใช้พลิกเอาชนะคดีได้มาแล้ว !!
เราได้รวบรวมสำนวนคดีดัง บทวิเคราะห์ กลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลจริง ไว้ในแฟ้มข้อมูลพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ลับคมวิชากฎหมาย ก้าวนำคู่ความฝ่ายตรงข้าม และอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมได้อย่างมั่นคงยืน
คลิกที่ปุ่มด้านล่างนี้ และเริ่มต้นเส้นทางสู่ความสำเร็จของคุณได้เลย!