ลับคมทนายความ
กรณีศึกษา และบทเรียนจากคดีจริง
วิเคราะห์คดี: แม่ลูกอาชญากร?
รูปคดี:
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องนาย ข. (ผู้เยาว์อายุ 19 ปี) เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมซื้อสินค้าของบริษัท ก. และฟ้องนาง ค. (ซึ่งเป็นมารดาของนาย ข.) เป็นจำเลยที่ 2 ในฐานผู้สนับสนุน ต่อมาบริษัท ก. ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้น พิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า นาย ข. เท่านั้นที่เป็นผู้กระทำความผิด ส่วนนาง ค. ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นใดๆ ในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องสำหรับนาง ค. ในส่วนอาญา แต่ในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้คำฟ้องไม่ได้ระบุว่า นาย ข. เป็นบุตรของนาง ค. แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลเองว่า นาง ค. เป็นมารดาและมิได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควร ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ นาง ค. ต้องร่วมรับผิดทางแพ่งและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 และ ป.วิ.อ. มาตรา 47

ในฐานะทนายความของนาง ค. ปัญหาข้อกฎหมายใดที่ท่านควรจะยกขึ้นอุทธรณ์ เพราะอาจทำให้นาง ค. พลิกกลับมาชนะคดีในส่วนแพ่งได้อย่างเด็ดขาด
กลยุทธ์ต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
ข้อกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี คือ
1
การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
(ป.วิ.อ. มาตรา 46)
2
คำร้องของผู้เสียหายที่จะขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลักเท่านั้น ไม่อาจมีคำขอบังคับโดยอาศัยเหตุหรือข้อเท็จจริงประการอื่นนอกคำฟ้องคดีอาญา
(ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย)
3
ในคดีส่วนแพ่ง ห้ามมิให้ศาลพิพากษา หรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
(ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40)

คดีนี้ ความรับผิดทางแพ่งของนาง ค. (ถ้าจะมี) จะต้องเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญา หรือการกระทำละเมิดของนาง ค. โดยตรง
ดังนี้ เมื่อนาง ค. ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องในส่วนอาญา เท่ากับว่า นาง ค. ไม่ได้กระทำละเมิดในทางแพ่ง ศาลชั้นต้นจะหยิบยกข้อหาอื่น หรือเหตุอื่น เช่น ป.พ.พ. มาตรา 429 โดยที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำฟ้อง แล้วนำมาวินิจฉัยให้นาง ค. ต้องรับผิดในส่วนแพ่งนั้น หาได้ไม่
สิ่งที่ทนายความพึงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
1. เน้นย้ำหลักการของ ป.วิ.อ. มาตรา 46
ทนายความต้องอุทธรณ์ในประเด็นว่า เมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องนาง ค. ในส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในส่วนอาญาจึงเป็นที่ยุติว่านาง ค. ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งเท่ากับว่า นาง ค. มิได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ร่วมกระทำละเมิดในทางแพ่งแต่อย่างใด
2. ต่อสู้เรื่อง คำพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น (Ultra Petita)
ทนายความต้องชี้แจงอีกว่า การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง แล้วนำ ป.พ.พ. มาตรา 429 (ความรับผิดของบิดามารดาในการละเลยการดูแลบุตรผู้เยาว์) มาปรับบท แล้วบังคับให้นาง ค. ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ถือเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการกับคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งต้องห้ามและไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40
3. ให้เหตุผลประกอบอื่นๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักอุทธรณ์
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย
กำหนดว่า คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องเป็นคำขออันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาเท่านั้น
ป.พ.พ. มาตรา 429
บทบัญญัติมาตรานี้ มีสภาพแห่งข้อหาทางแพ่งที่เป็นอิสระ แยกต่างหากจากการกระทำความผิดอาญาที่ถูกฟ้อง (ฟ้องเพียงว่า นาง ค. เป็นผู้สนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม)
ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง
แม้จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลชั้นต้นจะนำข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องมาพิพากษาความรับผิดของนาง ค. ในทางแพ่งได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๕๖/๒๕๖๓
วินิจฉัยว่า "ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ ๓ ชดใช้แก่ผู้ร้องนั้น จะต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ ๓ ตามที่ถูกฟ้องเท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้...
การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๓ มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ ในฐานะมารดาซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลฯ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากมือที่สาม
รูปคดี: นางฟ้า (โจทก์) ฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก น.ส.มาริสา (จำเลย) โดยกล่าวอ้างว่า น.ส.มาริสา ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับนายวิทย์ (สามีโจทก์) ในทำนองชู้สาว
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องมีว่า: นายวิทย์และ น.ส.มาริสาไปเที่ยวในประเทศมาเลเซียด้วยกัน และเข้าพักในโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง เมื่อพนักงานโรงแรมเข้ามาเก็บห้องพักตอนเช้า เห็นนายวิทย์และ น.ส.มาริสาอยู่ด้วยกันในสภาพกึ่งเปลือย โดยมีเพียงพนักงานทำความสะอาดเห็นเหตุการณ์นี้เท่านั้น นอกจากนี้ ทั้งสองยังเคยไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนสนิทของนายวิทย์ในร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีการโอบกอดและแสดงออกถึงความใกล้ชิดเกินกว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดา

หากท่านเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ จะต้องวางกลยุทธ์เอาชนะคดีนี้อย่างไร หลังจากที่ได้อ่าน "ข้อต่อสู้ในคำให้การ" ของจำเลย ดังต่อไปนี้...
ข้อต่อสู้ของจำเลย
น.ส.มาริสา ให้การต่อสู้คดีใน 2 ประเด็นหลัก:
1
พฤติการณ์ไม่ใช่การแสดงตนโดยเปิดเผย
การกระทำทั้งหมดไม่ถือว่าเป็นการ "แสดงตนโดยเปิดเผย" เพราะมีเพียงพนักงานโรงแรมกับเพื่อนสนิทคนเดียวที่เห็น กรณีจึงหาใช่เป็นการแสดงตนเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่
2
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทน เพราะไม่ได้ฟ้องหย่านายวิทย์มาด้วย กรณีต้องถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อเหตุแห่งการกระทำทั้งหมดแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 คดีจึงไม่มีมูลให้เรียกร้องค่าทดแทนกันได้อีก

คำถามสำคัญ: ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ ท่านจะหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยในทั้ง 2 ประเด็นได้หรือไม่ อย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้: ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีผลชี้ขาดตัดสินคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
ให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดย ไม่ต้องมีการฟ้องหย่า เป็นข้อหาหลักก็ได้ และโดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าภริยาได้ให้อภัยสามีแล้วหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี
พฤติการณ์ "แสดงตนโดยเปิดเผย"
แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพียงบุคคลในวงแคบ (เช่น พนักงานโรงแรม หรือเพื่อนสนิทของสามี) แต่หากการแสดงออกนั้นมีลักษณะที่ ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เกินกว่าความสัมพันธ์ทั่วไป ให้ปรากฏแก่บุคคลอื่น (เช่น การเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกัน แล้วถูกพบเห็นในลักษณะกึ่งเปลือย, การโอบกอดในที่สาธารณะ ฯลฯ) ย่อมถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาวต่อหน้าธารกำนัลแล้ว โดยมิพักต้องคำนึงว่ามีผู้พบเห็นเหตุการณ์จำนวนมากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ทนายความโจทก์ควรทำ/แก้ข้อต่อสู้จำเลย
ต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง
ทนายความต้องแถลงย้ำว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้อาศัยสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องฟ้องหย่ามาด้วย โดยอาศัยเหตุตาม มาตรา 1516(1) เสียก่อน
หากแต่โจทก์ฟ้องตามสิทธิใน ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าจะต้องฟ้องหย่ามาด้วย ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยสมบูรณ์
ต่อสู้เรื่องการแสดงตนโดยเปิดเผย
ทนายความต้องนำสืบพยานบุคคล (พนักงานโรงแรมที่เห็นจำเลยกับสามีโจทก์ในสภาพกึ่งเปลือย และเพื่อนร่วมงานของสามีโจทก์ที่เห็นบุคคลทั้งสองโอบกอดหรือแสดงความใกล้ชิดเกินกว่าธรรมดา) รวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ เช่น เอกสารการจองห้องพัก เข้าพัก และชำระค่าที่พักในโรงแรม, ภาพถ่ายหรือคลิปจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงแรม หรือที่ร้านอาหาร ฯลฯ เพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยแสดงตนอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551
"...การที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลย และพนักงานโรงแรม ก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้... กรณีไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516(1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ดังนี้โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง"

หมายเหตุ: คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า การแสดงตนโดยเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อสาธารณชนจำนวนมาก และโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องฟ้องหย่าก่อน
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีบุกรุก
รูปคดี:
นายสมชาย (จำเลยที่ 1) ได้พำนักอาศัยในบ้าน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของนางสาวมาลี (โจทก์) ตลอดมานับแต่ที่เคยได้รับอนุญาตจากเจ้าของเดิม คือนางสมศรี ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินให้นางสาวมาลีในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม บัดนี้นางสาวมาลีไม่ประสงค์จะให้นายสมชายอาศัยหรือใช้ประโยชน์อีกต่อไป แต่นายสมชายก็หาได้ใส่ใจไม่ และยังคงพำนักอาศัยในบ้านดังกล่าวตามเดิม ทั้งยังให้เพื่อนชื่อนายเอก (จำเลยที่ 2) เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรม นางสาวมาลีจึงยื่นฟ้องทั้งนายสมชายและนายเอก เป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุก

ในฐานะทนายความของนายสมชายและนายเอก ท่านจะให้คำแนะนำในการต่อสู้คดีอย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้?
กลยุทธ์การต่อสู้คดี
ประเด็นหลักทางกฎหมาย
การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 เนื่องจาก:
  • นายสมชายได้ครอบครองอาศัยในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก โดยความยินยอมจากเจ้าของเดิม
วินิจฉัยองค์ประกอบความผิด
การที่นายสมชายยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการ "เข้าไป" กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุข หรือ "เข้าไป/ซ่อนตัว/ไม่ยอมออกจาก" เคหสถานในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร (เพราะบ้านและที่ดินพิพาท ไม่เคยอยู่ในความครอบครองของโจทก์เลย)
กรณีของนายเอก จำเลยที่ 2
นายเอกที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้าน เป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของนายสมชาย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองโดยชอบตั้งแต่แรก จึงไม่ถือเป็นการบุกรุกเช่นเดียวกัน
แนวทางการต่อสู้ของทนายความ
ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาฐานบุกรุก โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า:
01
จำเลยได้การครอบครองมาโดยชอบ
สิทธิครอบครองของนายสมชาย มีมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์
02
ความยินยอมของเจ้าของเดิม
นำเจ้าของเดิมมาเบิกความเป็นพยานว่า เคยได้อนุญาต ให้นายสมชายครอบครองใช้ประโยชน์บ้านและที่ดินพิพาท
03
องค์ประกอบความผิดไม่ครบถ้วน
การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากไม่ใช่การ "เข้าไปเพื่อแย่งหรือถือการครอบครอง" หรือ "รบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข" หรือ "ไม่ยอมออกจากเคหสถานในความครอบครองของผู้อื่น"
คำพิพากษาฎีกาและข้อสังเกต
คำพิพากษาฎีกาที่ 2991/2565
"น. และ ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้น ยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท ... อันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก" แม้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
ข้อสังเกตสำคัญ
การที่นางสาวมาลี (หรือทนายความของนางสาวมาลี) เลือกฟ้องเป็นคดีอาญา หวังจะใช้โทษอาญากดดันจำเลยนั้น เป็นการเดินเกมที่ผิดพลาด!

วิธีที่ผิด
ฟ้องเป็นคดีอาญาฐานบุกรุก หวังใช้โทษอาญากดดันจำเลย

วิธีที่ถูกต้อง
ฟ้องขับไล่เป็นคดีแพ่ง โดยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ แล้วบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ความรับผิดของคณะกรรมการมูลนิธิ
รูปคดี:
มูลนิธิ "จอมพลัง" (โจทก์) เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการชุดเก่าของมูลนิธิจำนวน 7 คน (จำเลย) โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเหล่านี้ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดซื้อที่ดินของมูลนิธิโดยฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบภายในของมูลนิธิอย่างจงใจในปี 2555 ทำให้มูลนิธิได้รับความเสียหายเป็นเงิน 5 ล้านบาท ทั้งนี้โจทก์ทราบถึงความเสียหายและการกระทำของจำเลยในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และได้ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562
คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงที่แจ้งชัดถึงการที่จำเลยจงใจทำสัญญากับบุคคลภายนอกโดยผิดระเบียบ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่มิได้ระบุเลขมาตราของกฎหมายที่บัญญัติความรับผิดของจำเลย

ในฐานะทนายความฝ่ายจำเลย ท่านจะให้คำแนะนำในการต่อสู้คดีนี้อย่างไร? คดีนี้ "ขาดอายุความ" แล้วหรือไม่ ด้วยข้อกฎหมายใด? ท่านยังจะต้องเสียเวลาทำให้การต่อสู้ในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงอีกหรือไม่?
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อกฎหมายสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้อง
ประเด็นสำคัญคือ การที่สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความแล้ว แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลยังคงมีอยู่
1. มูลละเมิด
โจทก์ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (คือ จำเลยทั้ง 15 คน) ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 และยื่นฟ้องในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง
2. ฐานตัวแทน/ผู้แทนนิติบุคคล
แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุ ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบ มาตรา 812 ไว้โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องแสดงถึงการกระทำของคณะกรรมการที่ฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบของนิติบุคคล ย่อมถือได้ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทน/ตัวแทนตามหลักกฎหมายตัวแทน ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระทำการอันเป็นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิในปี 2555 และโจทก์ได้ยื่นฟ้องในปี 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีจึง "ไม่ขาดอายุความ" ในส่วนนี้
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ไขข้อต่อสู้
01
ต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องอายุความละเมิด
ทนายความควรต่อสู้ในคำให้การให้ชัดแจ้งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่คดีขาดอายุความไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง
02
แก้ข้อกล่าวหาตามฟ้อง ในปัญหาข้อเท็จจริง
ทนายความจะต้องตระหนักว่า แม้ฟ้องโจทก์ในมูลละเมิดจะขาดอายุความแล้ว แต่ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลจึงอาจวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ซึ่งคดียังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ดังนั้น ทนายความควรเตรียมพร้อมต่อสู้ในประเด็นความรับผิดของจำเลยในฐานตัวแทน อาทิว่า การกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือโดยปราศจากอำนาจ/นอกเหนืออำนาจ หากแต่เป็นการกระทำที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคมแล้ว ฯลฯ ทั้งนี้ ในขั้นต้น ทนายความจะต้องสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดจากจำเลยทุกๆ คน
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566 วินิจฉัยว่า "แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลย...ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทน...แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมา ให้เป็นที่เข้าได้ใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า กรณีจะต้องด้วยบทกฎหมายใด"
และ "สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคล หรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี เครื่องกรองน้ำ
รูปคดี
นายเพชร (จำเลยที่ 1) เป็นพนักงานขายของบริษัท ก. มีหน้าที่เบิกเครื่องกรองน้ำจากคลังสินค้าของบริษัท เพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ลูกค้านอกสถานที่ตามราคาที่บริษัทกำหนด เมื่อขายได้จะต้องนำเงินที่ได้มาส่งมอบให้บริษัทภายในวันนั้น แต่หากขายไม่ได้จะต้องนำสินค้าที่เหลือมาคืนคลังสินค้า ในวันเกิดเหตุ นายเพชรได้เบิกเครื่องกรองน้ำสามชุดมูลค่ารวมกันประมาณ 1 แสนบาท เพื่อไปขาย แต่แทนที่จะนำเงินหรือสินค้ากลับมาคืนบริษัท นายเพชรกลับนำเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดไปจำนำ และนำเงินที่ได้มาแบ่งให้กับนายพล (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นหัวหน้าคลังสินค้า โดยนายพลได้ลงบันทึกในระบบว่าเครื่องกรองน้ำทั้งสามชุดดังกล่าวถูกส่งคืนคลังเรียบร้อยแล้ว เพื่อปกปิดความจริงไม่ให้บริษัททราบถึงการกระทำของนายเพชร ต่อมาเมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่อง จึงได้ใช้เวลาอีก 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับนายเพชรและนายพลในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง

ในฐานะทนายความของนายเพชรและนายพล ท่านจะต่อสู้คดีอย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้ ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์เป็นสาระสำคัญหรือไม่ในการต่อสู้คดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
ประเด็นสำคัญคือ ความผิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ คือ การยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่การลักทรัพย์ เนื่องจากบริษัท ก. ได้ส่งมอบการครอบครองเครื่องกรองน้ำให้แก่นายเพชรไปแล้วโดยเด็ดขาดนับแต่ที่เบิกสินค้าออกจากคลัง ถือว่า นายเพชรได้รับมอบอำนาจให้นำสินค้าออกไปเร่ขายหรือจำหน่ายนอกสถานที่ ซึ่งเท่ากับว่า นายเพชรเป็นตัวแทนของบริษัท มีอำนาจทำการขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสภาพทรัพย์ ส่งมอบการครอบครองทรัพย์ และทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้แทนบริษัท
การวิเคราะห์ความผิด
การที่นายเพชรนำสินค้าไปจำนำ และเบียดบังเงินที่ได้มาเป็นของตนเองและนายพล จึงเป็นการที่นายเพชรได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือพวกโดยทุจริต อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 352 วรรคแรก
ประเด็นอายุความ
กรณีจึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356 ดังนี้เมื่อบริษัท ก. ทราบเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว (นายเพชรและนายพล) แต่กลับไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่นั้น คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 96
แนวทางสำหรับทนายความ
ทนายความควรต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากโจทก์ได้มอบการครอบครองทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่การมอบทรัพย์ให้ยึดถือไว้ชั่วคราว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ตนได้ครอบครองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
และเมื่อเป็นดังนั้น ทนายความก็จะต้องยกประเด็นเรื่อง คดีขาดอายุความ ขึ้นต่อสู้ ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี (กล่าวคือ มีผลต่อทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2) ทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกา

เทียบเคียง:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ภาระจำยอมเจ้าปัญหา
รูปคดี
นายมานพ (โจทก์) มีที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งมีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินของนายดำ (จำเลย) โดยได้จดทะเบียนสิทธิในทางเดินดังกล่าวเป็นภาระจำยอมอย่างถูกต้องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2550 นายมานพได้ทำทางออกใหม่เชื่อมกับถนนอีกสายหนึ่งและไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมบนที่ดินของนายดำอีกเลย จนกระทั่งในปี 2565 นายมานพตัดสินใจเปิดร้านขายของชำ และเริ่มนำรถยนต์มาจอดกับวางลังสินค้าบนทางภาระจำยอมเดิม
นายดำรู้สึกไม่พอใจที่นายมานพนำสิ่งของมาวางในที่ดินของตน จึงกั้นรั้วลวดหนามปิดทางดังกล่าว ทำให้ต่อมา นายมานพยื่นฟ้องนายดำเป็นคดีแพ่ง อ้างว่าทางภาระจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ย่อมผูกพันนายดำ อีกทั้งตนก็ได้กลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ขอศาลให้บังคับนายดำเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนรั้วออก

ในฐานะทนายความของนายดำ ท่านจะต่อสู้คดีนี้อย่างไร? ข้อกฎหมายใดที่มีผลเด็ดขาดต่อการแพ้-ชนะคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
ประเด็นสำคัญคือ ภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว เนื่องจากมิได้ใช้สอยตลอด 10 ปีกว่านับตั้งแต่ปี 2550 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399
การใช้ประโยชน์ผิดลักษณะ
การที่นายมานพกลับมาใช้ทางพิพาท โดยนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้านั้น ไม่ใช่การใช้ภาระจำยอมในฐานะทางเดิน เพื่อประโยชน์แห่งสามยทรัพย์ดังที่เคยเป็นอยู่เดิม หากแต่เป็นการใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่น
การเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์
ฉะนั้น การที่นายมานพนำรถยนต์มาจอดและวางลังสินค้า ถือเป็นการ เพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์ ของนายดำ จึงไม่ชอบและขัดต่อหลักภาระจำยอมตาม มาตรา 1388 และมาตรา 1389
ดังนี้ นายดำในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้บุคคลอื่นเข้ามาสอดหรือยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ตาม มาตรา 1336
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ข้อต่อสู้
01
ตั้งรูปคำให้การ ในคดีหลัก
ทนายความควรต่อสู้ว่า ฟ้องของนายมานพไม่มีมูล เนื่องจากนายดำมีสิทธิอันชอบธรรมในการกั้นรั้ว เพื่อป้องกันการบุกรุกในที่ดินของตนเอง
02
ฟ้องแย้ง เข้าไปด้วย
ทนายความควรฟ้องแย้งพร้อมไปกับคำให้การต่อสู้คดี โดยอ้างหลักการที่ว่า ภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางพิพาทในสภาพทางเดินสัญจร เป็นเวลาสิบปี
03
ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน
ฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นายมานพยุติการใช้สอยทางพิพาท พร้อมทั้งขอให้ศาล สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอม ที่ดินของจำเลย เพื่อให้สถานะทางกฎหมายชัดเจน กับป้องกันปัญหาในอนาคต

หมายเหตุ: คำพิพากษาฎีกาที่ 4168/2563
วินิจฉัยว่า "ภาระจำยอมที่พิพาท มิได้ใช้เป็นทางเดินเป็นเวลากว่าสิบปี ภาระจำยอมที่พิพาทจึงสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ... แม้มีการใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมที่พิพาท เพื่อจอดรถและเก็บของในเวลาต่อมา แต่มิใช่การใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมที่พิพาทในลักษณะทางเดิน จึงถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ ทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ และเป็นกรณีที่ความต้องการแห่งเจ้าของสามยทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปแล้วมุ่งจะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และมาตรา 1389 ...
เมื่อภาระจำยอมที่พิพาทสิ้นไป ที่ดินของจำเลยจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมิได้ตกอยู่ในภาระจำยอมที่พิพาทเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์อีกต่อไป จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมมีสิทธิขัดขวาง มิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยชอบที่จะบังคับปิดทางภาระจำยอม และขอให้โจทก์จดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยได้โดยชอบ"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีฉ้อโกง - ผิดสัญญา หรือเจตนาหลอกลวง?
รูปคดี:
นายปรีชา (จำเลย) ขายรถกระบะให้นายชัชวาล (โจทก์) ในราคา 8 แสนบาท โดยมีข้อตกลงว่านายชัชวาลได้ชำระเงินมัดจำแล้วในวันทำสัญญา และจะผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด ๆ เมื่อผ่อนชำระครบ 30 งวดแล้ว นายปรีชาจะนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาให้ แล้วทำการโอนหรือเปลี่ยนเป็นชื่อโจทก์
ต่อมา นายชัชวาลได้ผ่อนชำระจนครบ 29 งวด และนัดหมายนายปรีชาให้มารับเงินงวดสุดท้ายพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อ นายปรีชารับปากแล้วแต่ก็ผิดนัด จากนั้นเงียบหายไปเลย
นายชัชวาล จึงฟ้องนายปรีชาเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาฉ้อโกง
ส่วนท่านเป็นทนายความฝ่ายจำเลย เมื่ออ่านคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่า...
คำบรรยายฟ้องของโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยหลอกลวงว่า จะขายรถกระบะให้แก่โจทก์ โดยจำเลยให้โจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา พร้อมกับส่งมอบรถให้โจทก์ครอบครอง ราคารถส่วนที่เหลือให้โจทก์ผ่อนชำระ 30 งวด เมื่อผ่อนถึงงวดที่ 30 จำเลยจะต้องมารับเงินค่ารถ พร้อมนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาทำการโอนเป็นชื่อโจทก์ โจทก์ได้ผ่อนชำระ 29 งวด แล้วทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์ จำเลยรับปากจะมาดำเนินการให้ แต่ผิดนัดไม่ปฏิบัติตาม แสดงว่า จำเลยไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่จะส่งมอบและโอนให้แก่โจทก์มาแต่แรก จำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้เงินไปจากโจทก์โดยทุจริต"

ในฐานะทนายความฝ่ายจำเลย ท่านจะให้คำแนะนำในการต่อสู้คดีนี้อย่างไร? ท่านจะตัดฟ้องโจทก์ได้ทันทีหรือไม่? รูปคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งหรือฉ้อโกงทางอาญากันแน่? ข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้:
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี:
ประเด็นสำคัญคือ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 กล่าวคือ การจะกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้น ผู้หลอกลวงต้องมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
การอนุมาน "ไม่ใช่" การยืนยันข้อเท็จจริง
การที่โจทก์เพียงบรรยายฟ้องโดย อนุมาน เอาเองจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น "ภายหลัง" (จำเลยผิดนัดในภายหลัง ไม่มาจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์) จึงมิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฉ้อโกง
การกระทำที่โจทก์บรรยายมาจึงเป็นเพียงการ ผิดสัญญาทางแพ่ง เท่านั้น
สิ่งที่ทนายความควรทำ
กลยุทธ์การต่อสู้
ทนายความควรต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมายตั้งแต่ในชั้น ไต่สวนมูลฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165/2 โดยชี้ให้ศาลเห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ขาดสาระสำคัญที่ต้องกล่าว เมื่อคำฟ้องไม่ได้ระบุว่า พฤติการณ์แห่งการหลอกลวงได้เกิดขึ้นในขณะทำสัญญา ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ การต่อสู้ในประเด็นนี้จะทำให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาได้ทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องคดีอาญา เพราะคดีไม่มีมูล
ส่วนคดีแพ่ง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก
หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2567
"…ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ขณะทำสัญญาขายรถนั้น จำเลยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถเป็นชื่อของโจทก์มาตั้งแต่แรก อันเนื่องจากตนเองไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และไม่สามารถที่จะทำการจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ได้ แต่หลอกลวงว่ามีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หรือปกปิดข้อความจริงดังกล่าวไว้... การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาในภายหลัง มิใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยหลอกลวงโดยมีเจตนาทุจริตตั้งแต่แรก อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาคงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการหลอกลวงอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีหุ้นกู้พิพาท
รูปคดี
บริษัท "ทรัพย์มั่นคง" (จำเลย) ได้ออกใบหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจากประชาชน โดยไม่ได้ดำเนินการตามแบบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และมิได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
นายกมล (โจทก์) ซึ่งเป็นนักลงทุน ได้ซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไปจำนวน 5 ล้านบาท โดยได้รับใบหุ้นกู้เป็นหลักฐาน แต่เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในใบหุ้นกู้ นายกมลจึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นกู้
จำเลยต่อสู้ว่า "การออกหุ้นกู้ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก ทำให้หุ้นกู้นั้นตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับกันไม่ได้ อีกทั้งใบหุ้นกู้ก็ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดี นอกจากนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเงินคืนตามหลักลาภมิควรได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดแต่ประการใด"

สรุปข้อเถียงของจำเลย:
  • การออกหุ้นกู้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • หุ้นกู้ตกเป็นโมฆะ
  • ใบหุ้นกู้ไม่ได้ติดอากรแสตมป์
  • ไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐาน
ในฐานะทนายความของนายกมล ท่านจะหักล้างประเด็นที่จำเลยตั้งขึ้นมาอย่างไร เพื่อมิให้ศาลยกฟ้อง ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีคืออะไร?
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญ คือ แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ แต่หากใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่ามีการให้เงินแก่กันโดยมีข้อกำหนดให้ชำระคืนได้ ย่อมถือได้ว่าใบหุ้นกู้นั้นเป็น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ โดยไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ เนื่องจากไม่ใช่ตราสารสัญญาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
แนวทางปฏิบัติและคำพิพากษา
01
สิ่งที่ทนายความโจทก์ควรทำ
ทนายความควรต่อสู้ว่า แม้การออกหุ้นกู้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ใบหุ้นกู้ดังกล่าวยังถือเป็น "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน" ที่เป็นหนังสือตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
02
หักล้างข้อต่อสู้จำเลย
และการที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้อง ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นคืนตามสิทธิของผู้ให้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงิน

หมายเหตุ - คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2565
"แม้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเหตุให้การออกหุ้นกู้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ และมีกำหนดเวลาการชำระคืน ถือได้ว่า สำเนาใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง"
คดีบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์:
จากคดีอาญา สู่คดีแพ่ง
รูปคดี:
บริษัท "เอกชัยก่อสร้าง" (โจทก์) ได้ฟ้องนายสมศักดิ์ (จำเลย) เป็นคดีอาญา ในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย
1
คดีอาญา
ศาลอาญาได้พิจารณาคดีและสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ และมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า "จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์"
2
คดีแพ่ง
หลังจากคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว บริษัทเอกชัยก่อสร้างได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่ง ขอให้ขับไล่นายสมศักดิ์ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
3
การต่อสู้
นายสมศักดิ์ให้การต่อสู้ว่า ตนเองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และคดีก่อนเป็นคดีอาญา จึงยังถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์เหนือจำเลยทางแพ่ง

คำถามสำคัญ: ในฐานะทนายความของบริษัทเอกชัยก่อสร้าง ท่านจะให้คำแนะนำในการดำเนินคดีอย่างไร เพื่อมิให้นายสมศักดิ์ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อีก? ข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหานี้?
กลยุทธ์ต่อสู้:
ข้อกฎหมายที่มีผลต่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี
ประเด็นสำคัญคือ หลักการที่ศาลในคดีส่วนแพ่ง ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46
1
เงื่อนไขที่ 1
คดีแพ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา: คดีขับไล่ในส่วนแพ่งนี้ มีมูลกรณีมาจากการบุกรุกในส่วนอาญา จึงถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน
2
เงื่อนไขที่ 2
ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาต้องเป็นประเด็นโดยตรง: การที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคดีอาญาว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดิน ทำให้ประเด็นว่าใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลอาญาต้องวินิจฉัย
3
เงื่อนไขที่ 3
คดีส่วนอาญาต้องถึงที่สุด: เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาได้ถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน (= จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดิน) ศาลแพ่งจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้น
อีกทั้งในการชี้ขาดว่าจำเลยบุกรุกหรือไม่ ศาลในคดีอาญาได้เปิดโอกาสให้คู่ความสืบพยานอย่างเต็มที่ จนได้คำวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายบุกรุก คำวินิจฉัยย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำแนะนำและแนวทางปฏิบัติ
สิ่งที่ทนายความควรต่อสู้
ทนายความของบริษัทเอกชัยก่อสร้าง ควรยื่นคำร้องต่อศาลในคดีแพ่ง โดยอ้างคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว และขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และ ป.วิ.พ. มาตรา 24 เพื่อให้ศาลถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยจนเป็นที่ยุติไว้แล้วว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ และจำเลยเป็นผู้บุกรุก

ผลลัพธ์: กลยุทธ์นี้จะทำให้นายสมศักดิ์ไม่สามารถยกประเด็นการครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้ได้อีก เพราะประเด็นดังกล่าวได้ถูกวินิจฉัยและถึงที่สุดไปแล้วในคดีอาญา
หมายเหตุสำคัญ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2566
"ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น"
หลักการสำคัญ
"เมื่อในคดีส่วนอาญา ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้บุกรุกแย่งการครอบครอง คดีแพ่งจึงต้องถือตามคดีส่วนอาญาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
คดีพิพาท: สัญญาเช่าช่วง และความรับผิดทางกฎหมาย
คู่กรณี
  • นายเอ - ผู้ให้เช่าเดิม
  • บริษัท บี จำกัด - ผู้เช่า
  • บริษัท ซี จำกัด - ผู้เช่าช่วง
สัญญาเช่าหลัก
  • เช่าอาคารสำนักงาน เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • อนุญาตให้เช่าช่วงได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เช่าช่วง
  • ระบบปรับอากาศในอาคารที่เช่า เสียเป็นเวลา 3 เดือน
  • อุณหภูมิสูงจนทำงานไม่ได้
  • ต้องย้ายพนักงานไปทำงานสถานที่อื่นชั่วคราว
รายละเอียดคดี
นายเอได้ทำสัญญาให้เช่าอาคารสำนักงานขนาดใหญ่กับบริษัท บี จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยสัญญาเช่าระบุเงื่อนไขชัดเจนว่า บริษัท บี จำกัด สามารถให้เช่าช่วงพื้นที่บางส่วนได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายเอก่อน
ในสัญญาเช่าหลักมีข้อกำหนดว่า นายเอมีหน้าที่ต้องซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศของอาคารให้ใช้งานได้ดีตลอดเวลา
ต่อมา บริษัท บี จำกัด โดยได้รับความยินยอมจาก นายเอ อย่างถูกต้อง ทำสัญญาให้เช่าช่วงห้องๆ หนึ่งแก่ บริษัท ซี จำกัด เพื่อใช้เป็นสำนักงาน

ความเสียหายที่เกิดขึ้น: ระบบปรับอากาศของอาคารเสีย ใช้งานไม่ได้เป็นเวลากว่า 3 เดือน ทำให้บริษัท ซี จำกัด ได้รับความเสียหาย
ประเด็นทางกฎหมาย: บริษัท ซี จำกัด สามารถฟ้องร้อง นายเอ ให้รับผิดได้หรือไม่ เพียงใด ?
วิเคราะห์คดี
หลักกฎหมายสำคัญ
"สัญญาย่อมผูกพันแต่เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น"
การที่ผู้ให้เช่าเดิม (นายเอ) ให้ความยินยอมในการเช่าช่วงนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์โดยตรงระหว่างนายเอ กับบริษัท ซี จำกัด
อำนาจฟ้องของบริษัท ซี จำกัด
บริษัท ซี จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องนายเอโดยตรง เพราะนายเอไม่ใช่คู่สัญญา
  • สัญญาของบริษัท ซี จำกัด คือสัญญาเช่าช่วง โดยมีบริษัท บี จำกัด เป็นคู่สัญญาเท่านั้น
  • แม้นายเอจะผิดสัญญาเช่าหลัก แต่บริษัท ซี จำกัด ก็ไม่อาจฟ้องนายเอได้
การตีความ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์:
มาตรา 544
การให้ความยินยอมเช่าช่วง เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้สัญญาเช่าช่วงถูกบอกเลิกได้
มาตรา 545
กฎหมายบัญญัติให้ "ผู้เช่าช่วง" ต้องรับผิดต่อ "ผู้ให้เช่าเดิม" โดยตรงเท่านั้น แต่ไม่อาจตีความขยายความให้เป็นในทางกลับกัน

ข้อสังเกต
ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ "ผู้เช่าช่วง" ถือสิทธิใดๆ เหนือ "ผู้ให้เช่าเดิม" ได้
สัญญาเช่าหลัก
นายเอ บริษัท บี จำกัด
สัญญาเช่าช่วง
บริษัท บี จำกัด บริษัท ซี จำกัด
ไม่มีนิติสัมพันธ์
ระหว่าง นายเอ ︎กับ บริษัท ซี จำกัด
คำแนะนำทางกฎหมาย
สิ่งที่ไม่สามารถทำได้
บริษัท ซี จำกัด ไม่สามารถฟ้อง นายเอโดยตรงได้
  • เพราะไม่ใช่คู่สัญญากันโดยตรง ไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน
  • จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ทางเลือกที่ถูกต้อง
บริษัท ซี จำกัด ฟ้องบริษัท บี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงได้
  • โดยเรียกค่าเสียหาย อ้างเหตุบริษัท บี จำกัด ผิดสัญญาเช่าช่วง
  • เพราะบริษัท บี จำกัด ไม่สามารถจัดหาพื้นที่ให้ใช้งานได้ตามปกติ
ทางเลือกในการดำเนินคดี
1
บริษัท ซี จำกัด ฟ้อง บริษัท บี จำกัด
เรียกค่าเสียหาย ตามสัญญาเช่าช่วง
2
บริษัท บี จำกัด ฟ้อง นายเอ
เรียกค่าเสียหายจากนายเอ ตามสัญญาเช่าหลัก
3
สิทธิของบริษัท บี จำกัด ในการรวมค่าเสียหาย
บริษัท บี จำกัด ย่อมสามารถรวมค่าเสียหายที่บริษัท ซี จำกัด ได้รับไว้ในคำฟ้องด้วย

การดำเนินคดีแบบนี้จึงจะเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย
อ้างถึง: คำพิพากษาฎีกาที่ 8901/2563 (ป.)
บทบาทหน้าที่ของทนายความ
ทนายความควรชี้แจงให้ลูกความเข้าใจถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและแนวทางที่ถูกต้อง
การประสานงานระหว่างตัวความ
ควรมีการประสานงานระหว่างบริษัท ซี จำกัด และบริษัท บี จำกัด เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพ
การรวบรวมหลักฐาน
จัดเตรียมหลักฐานค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบปรับอากาศเสียเป็นเวลานาน
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
รูปคดี:
นายดำ ทะเลาะวิวาทกับนายขาวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง นายดำได้ชักปืนพกออกมาข่มขู่นายขาวและยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด ทำให้ลูกค้าในร้านต่างแตกตื่นและวิ่งหนี นายดำเห็นท่าไม่ดีจึงเก็บปืนพกเข้าเอวแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อขับหลบหนี ขณะนั้น นายแดง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ได้ปรี่เข้าไปกระชากคอนายดำที่กำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ ทำให้รถล้มลง จากนั้นนายแดงได้ชกต่อยนายดำหลายครั้งเข้าที่ใบหน้าและศีรษะเพื่อแย่งปืน จนนายดำเลือดกลบปาก ฟันหัก ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว

ในฐานะทนายความของนายแดง ท่านจะยกข้อต่อสู้เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ อย่างไร? ประเด็นเรื่อง "ภยันตราย" ยังคงมีอยู่หรือขาดตอนไปแล้ว? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการชี้ถูกผิดในคดีนี้คืออะไร?
กลยุทธ์การต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
ประเด็นสำคัญตาม ป.อาญา มาตรา 68 คือ "ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว" แม้นายดำจะเก็บอาวุธปืนและกำลังจะหลบหนี แต่การที่นายดำได้กระทำความผิดด้วยการใช้อาวุธปืนข่มขู่ยิงปืนในที่สาธารณะไปก่อนแล้ว และยังคงมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น (รวมถึงนายแดง) เข้าใจได้ว่านายดำอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้อีก ดังนั้น ภยันตรายจึงยังไม่หมดไปอย่างสมบูรณ์ และการกระทำของนายแดงเพื่อระงับยับยั้งการกระทำผิดและแย่งอาวุธปืน จึงถือว่าได้สัดส่วนและสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นสำคัญ: ภยันตรายยังคงมีอยู่
แม้นายดำจะพยายามหลบหนี แต่การที่ยังมีอาวุธปืนติดตัวหลังก่อเหตุรุนแรง ถือว่าภยันตรายยังไม่สิ้นสุด
แนวทางการต่อสู้คดี
สิ่งที่ทนายความควรทำ
ทนายความควรต่อสู้ว่า การกระทำของนายแดงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ยังคงมีอยู่ โดยอ้างว่าการที่นายดำมีอาวุธปืนติดตัวภายหลังการก่อเหตุ ทำให้เกิดความวิตกว่าจะนำไปก่อเหตุซ้ำหรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้อีก
หมายเหตุ: คำพิพากษาฎีกาที่สนับสนุน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2563 ระบุว่า "แม้ผู้ตายเก็บอาวุธปืน และขับรถจักรยานยนต์ กำลังจะหลบหนีออกจากร้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการเมาสุรา และมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณนั้น เข้าใจได้ว่าผู้ตายอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นได้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว"
ประทุษร้ายโดยใช้อาวุธ
นายดำใช้อาวุธปืนข่มขู่และยิงปืนในที่สาธารณะ
พยายามหลบหนี
นายดำเก็บปืนเข้าเอว และพยายามหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์
ภยันตรายยังคงมีอยู่
นายดำยังคงพกพาอาวุธปืน และอาจก่อเหตุร้ายซ้ำได้อีก พฤติการณ์ถือว่าใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีปกครอง กรณีมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
รูปคดี:
นายแดง (ผู้ฟ้องคดี) เป็นเจ้าของบ้านพักอาศัยอยู่ติดกับโรงงานผลิตพลาสติกของบริษัท "โพลีเมอร์รุ่งเรือง" (เอกชน) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและควันพิษอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจเป็นประจำ นายแดงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้แก้ไขปัญหา แต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน นายแดงตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขปัญหาและชดเชยค่าเสียหาย
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความเพราะไม่ได้ยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนแต่ยังเห็นว่าไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49

ในฐานะทนายความของนายแดง ท่านจะเตรียมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร เพื่อให้ศาลปกครองรับคำฟ้องของนายแดงไว้พิจารณา? คดีนี้ขาดอายุความหรือไม่? และท่านจะแก้ข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอย่างไร?
กลยุทธ์การต่อสู้คดีมลพิษต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
"เหตุเดือดร้อนรำคาญยังคงมีอยู่จนถึงวันฟ้องคดี" (กลิ่นเหม็นและควันพิษยังคงมีอยู่) และผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขความเดือดร้อนรำคาญนั้น
ผลกระทบต่อสาธารณะ
"การไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนจำนวนมาก" (นายแดงและครอบครัวเจ็บป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจ)
ข้อกฎหมายสำคัญ
กรณีที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็น "การกระทำหรืองดเว้นการกระทำอันเป็นการต่อเนื่อง" ศาลปกครองอาจใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 52 วรรคสอง
แนวทางการแก้ข้อต่อสู้
ทนายความควรบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าความเดือดร้อนเสียหาย (กลิ่นเหม็นและควันพิษ) นั้น ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่โรงงานเริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ยื่นฟ้องคดี และได้มีการร้องเรียนขอให้แก้ไขแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ควรอ้างเหตุผลตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยเน้นว่าปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างร้ายแรงและต่อเนื่อง และการรับคำฟ้องไว้พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจรับคำฟ้องไว้ได้ โดยไม่มีอายุความ

อ้างอิงคำพิพากษา: คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 503/2545 (ป.)
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดีห้างร้านกาแฟ (แพ่ง)
รูปคดี:
นายปรีชา, นายวิชาญ, และนางสาวสมศรี ได้ตกลงร่วมกันเปิดร้านกาแฟ "สดใสคาเฟ่" โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุรายละเอียดการแบ่งกำไรชัดเจน (ลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน) นายปรีชาได้ลงทุนเงินไป 500,000 บาท และนายวิชาญกับนางสาวสมศรีเป็นผู้ดำเนินการหลัก หลังจากเปิดร้านได้ 2 ปี นายปรีชาพบว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีไม่ได้จัดสรรเงินกำไรให้ตามสัดส่วนที่นายปรีชาเข้าใจ และไม่ยอมคืนเงินลงทุนให้นายปรีชา นายปรีชาจึงยื่นฟ้องนายวิชาญและนางสาวสมศรีต่อศาลเพื่อถอนตนเองจากห้างหุ้นส่วน แล้วขอให้นายวิชาญและนางสาวสมศรีคืนเงินลงทุน 500,000 บาท และแบ่งส่วนกำไรที่ค้างชำระ โดยไม่ติดใจหากว่านายวิชาญและนางสาวสมศรีจะดำเนินกิจการร้านกาแฟต่อไป

ในฐานะทนายความของนายวิชาญและนางสาวสมศรี ท่านจะให้คำแนะนำในการต่อสู้คดีอย่างไร ท่านจะตัดฟ้องโจทก์ได้หรือไม่? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีคืออะไร และท่านควรจะต่อสู้หรือแก้ข้อต่อสู้อย่างไร?
กลยุทธ์ต่อสู้:
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี:
ข้อกฎหมายสำคัญคือหลักการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และกระบวนการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตาม มาตรา 1055 ถึง 1063 เมื่อห้างหุ้นส่วนมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งต้องการเรียกเงินลงทุนคืนหรือขอส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการ "ขอให้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนเพื่อชำระบัญชี" ก่อน โดยจะต้องนำทรัพย์สินของห้างมาคิดบัญชี ชำระหนี้สินของห้าง และแบ่งคืนเงินลงทุนกับกำไรที่เหลือตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ (หากมี) การที่นายปรีชาฟ้องเรียกเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ได้ขอให้เลิกกิจการและชำระบัญชี ถือว่าเป็นการฟ้องที่มีคำขอบังคับไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายปรีชาไม่มีอำนาจฟ้อง

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 : หลักการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055-1063 : กระบวนการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน
แนวทางการต่อสู้คดี
สิ่งที่ทนายความควรทำ
ทนายความของนายวิชาญและนางสาวสมศรี ควรยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" โดยชี้แจงต่อศาลว่าคดีนี้เป็นเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว หากต้องการเรียกเงินลงทุนหรือส่วนแบ่งกำไร จะต้องดำเนินการเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีให้แล้วเสร็จก่อน มิฉะนั้นแล้วโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องโดยตรงได้ และขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะเหตุไม่มีอำนาจฟ้อง
ข้อต่อสู้สำคัญในคำให้การ
ยกข้อต่อสู้เรื่อง "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" เนื่องจากไม่ได้ขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อน
อ้างอิงแนวฎีกาไว้ในคำให้การด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 3688/2567
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดียักยอกทรัพย์ (อาญา)
รูปคดี:
บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" (โจทก์ร่วม) เป็นเจ้าของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ได้ว่าจ้างนายสมคิด (จำเลย) ซึ่งเป็นตัวแทนอิสระ ให้ดำเนินการนำเครื่องจักรดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" (ผู้รับมอบ) ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับมอบเครื่องจักรแล้ว ได้โอนเงินค่าเครื่องจักรจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่นายสมคิด เพื่อให้นายสมคิดนำเงินดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" แต่นายสมคิดกลับนำเงินไปใช้ส่วนตัวและไม่ส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วม ต่อมา บริษัท "สินทรัพย์รุ่งเรือง" ทราบเรื่อง จึงได้ร้องทุกข์และเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องนายสมคิดในข้อหา "ยักยอกทรัพย์" โดยอ้างว่านายสมคิดได้ยักยอกเครื่องจักรกลที่ได้ส่งมอบไปนั้น

ในฐานะทนายความของนายสมคิด ท่านจะให้คำแนะนำลูกความในการต่อสู้คดีข้อหายักยอกทรัพย์เครื่องจักรกลนี้อย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีคืออะไร?
กลยุทธ์ต่อสู้:
ประเด็นการครอบครองทรัพย์
ต่อสู้ว่านายสมคิดไม่ได้ครอบครองเครื่องจักรในลักษณะที่จะยักยอกได้ เนื่องจากได้ส่งมอบให้บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เรียบร้อยแล้ว
ความแตกต่างของทรัพย์
ชี้แจงว่าทรัพย์ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก (เครื่องจักร) กับทรัพย์ที่นำไปใช้ส่วนตัว (เงิน) เป็นคนละประเภทกัน
องค์ประกอบความผิดไม่ครบ
อธิบายว่าการกระทำของนายสมคิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกเครื่องจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีผลต่อคดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี: ประเด็นสำคัญคือองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งกำหนดว่าผู้กระทำความผิดจะต้อง "ครอบครอง" ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต
ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสมคิดเป็นเพียงตัวแทนในการนำเครื่องจักรไปส่งมอบให้แก่บริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" เมื่อเครื่องจักรถูกส่งมอบและบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ได้รับไปแล้ว การครอบครองเครื่องจักรจึงได้โอนไปยังบริษัท "ก่อสร้างมั่นคง" ทันที นายสมคิดจึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองเครื่องจักรของโจทก์ร่วมในลักษณะที่จะสามารถเบียดบังเอาเครื่องจักรนั้นไปได้ การกระทำของนายสมคิดที่เบียดบังเงินค่าเครื่องจักรไปนั้น เป็นการยักยอกเงิน ไม่ใช่ยักยอกเครื่องจักร ดังนั้น องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรจึงไม่ครบถ้วน
แนวทางการดำเนินคดี
ยื่นคำให้การ
ทนายความควรต่อสู้ว่าจำเลย (นายสมคิด) ไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์เครื่องจักรกล เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนของการ "ครอบครองทรัพย์" ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก
ชี้แจงข้อเท็จจริง
โดยชี้ให้เห็นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ส่งมอบเครื่องจักรตามคำสั่งของโจทก์ร่วม และการครอบครองเครื่องจักรได้โอนไปยังผู้รับมอบทันทีที่ส่งมอบแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเบียดบังเครื่องจักรนั้นได้
อ้างคำพิพากษาฎีกา
การที่จำเลยนำเงินค่าเครื่องจักรไปใช้ส่วนตัวนั้น เป็นการกระทำความผิดในส่วนของ "เงิน" ซึ่งเป็นทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ "เครื่องจักร" ที่โจทก์ร่วมฟ้องยักยอก หากโจทก์ร่วมประสงค์จะดำเนินคดี ควรฟ้องในข้อหายักยอกเงิน หรือข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังเงินไปโดยทุจริต แทนที่จะเป็นยักยอกเครื่องจักร

อ้างถึง คำพิพากษาฎีกาที่ 4320/2567
ข้อคิดในเชิงศีลธรรมและจรรยาบรรณทนายความ
คดีนี้ ทนายความทราบว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยยักยอกเงินของโจทก์ แต่คำฟ้องของโจทก์มีข้อบกพร่องทางกฎหมาย จนอาจทำให้ศาลยกฟ้องได้ สถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางศีลธรรมและจรรยาบรรณสำหรับทนายความผู้ว่าความให้จำเลย
จรรยาบรรณทนายความ
  • ทนายความมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม
  • รักษาความลับและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของลูกความ ภายใต้กฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ
  • ไม่ควรช่วยเหลือในการกระทำผิดหรือบิดเบือนความจริง แต่การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายไม่ใช่การบิดเบือน
หน้าที่ของทนายความ
  • หน้าที่หลักของทนายความคือการเป็นตัวแทนลูกความอย่างซื่อสัตย์และเต็มความสามารถ โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับความผิด
  • ทนายความมีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความต่อศาล
  • การใช้ข้อบกพร่องของโจทก์เพื่อประโยชน์ของจำเลยลูกความ ถือเป็นกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักการต่อสู้คดีอาญาในระบบกล่าวหา เพราะภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์
ความขัดแย้งทางจริยธรรม
  • เกิดความขัดแย้งระหว่าง ข้อเท็จจริงที่ทนายความรับทราบ (ว่าจำเลยกระทำความผิด) กับ ข้อบกพร่องทางกฎหมายของคำฟ้อง (ฟ้องโจทก์บกพร่อง)
  • หลักการ "จำเลยบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด" เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมอาญา ทนายความมีหน้าที่ทำให้แน่ใจว่าโจทก์ได้พิสูจน์ความผิดของจำเลยอย่างครบถ้วนตามกฎหมายและข้อเท็จจริง
  • ทนายความไม่สามารถโกหก หรือสร้างหลักฐานเท็จได้ แต่มีสิทธิที่จะไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่เสียเปรียบลูกความ หากไม่ใช่หน้าที่ทางกฎหมายที่ต้องเปิดเผย
  • การที่ทนายความชี้ข้อบกพร่องในฟ้องโจทก์ ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมถูกต้องและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรม
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...