
นายทวีศักดิ์ ได้แต่งตั้งให้ นายปกรณ์ เป็นทนายความ ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับนายวิศรุตในข้อหาฉ้อโกง โดยใบแต่งทนายความระบุให้นายปกรณ์มีอำนาจในการดำเนินคดีแทนนายทวีศักดิ์ได้เต็มที่ทุกประการ
ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดี นายปกรณ์ได้จัดทำและยื่น "คำร้องขอถอนฟ้อง" ต่อศาล โดยระบุข้อความในคำร้องว่า "โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไป ขอถอนฟ้องคดีนี้" ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทว่าในความเป็นจริง นายทวีศักดิ์ไม่เคยได้รับเงินชดใช้ใดๆ เลย และไม่เคยสั่งหรืออนุญาตให้นายปกรณ์ไปถอนฟ้องคดีดังกล่าว
เมื่อนายทวีศักดิ์ทราบเรื่อง จึงยื่นฟ้องนายปกรณ์เป็นจำเลยในคดีอาญา ในข้อหา "นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา" ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง โดยอ้างว่า "คำร้องขอถอนฟ้องที่ระบุเรื่องการได้รับชดใช้เงินนั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยได้รับเงินใดๆ และไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยในการถอนฟ้อง การกระทำของจำเลยถือเป็นการแสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีอาญา"
คือการ "นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี" ซึ่งคำว่า "พยานหลักฐาน" (Evidence) ในทางกฎหมาย หมายถึง สิ่งที่ใช้พิสูจน์ความรับผิดหรือความบริสุทธิ์ ตามประเด็นหรือข้อพิพาทแห่งคดี
แต่ "คำร้องขอถอนฟ้อง" เป็นเพียงเอกสารที่ใช้ยื่นต่อศาล เพื่อแสดงเจตนาในการระงับสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเท่านั้น คำร้องขอถอนฟ้องมิได้เป็นพยานหลักฐานในคดีแต่อย่างใด
ดังนั้น การระบุข้อความใดๆ ในคำร้องขอถอนฟ้อง (แม้จะเป็นเท็จ) ย่อมไม่ใช่ "การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จ" ในการพิจารณาคดีอาญาตามนัยของ ป.อาญา มาตรา 180 วรรคสอง
การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิและหน้าที่ ซึ่งทนายความ (ตัวแทน) สามารถทำแทนคู่ความ (ตัวการ) ได้ตามขอบอำนาจที่ปรากฏในใบแต่งทนายความ
คดีนี้ เมื่อโจทก์มอบอำนาจเต็มที่ให้แก่จำเลยแล้วตามใบแต่งทนายความ การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจึงเป็นการกระทำตามขอบอำนาจในฐานะตัวแทน หาใช่เป็นการแสดงหรือนำสืบพยานหลักฐานเท็จต่อศาลเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในเนื้อหาคดีไม่
หากการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องของทนายความ ขัดต่อความประสงค์ของตัวความ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวความ กรณีเช่นนี้จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งในประเด็นความรับผิดในทางแพ่ง กับบทลงโทษฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความ
ทนายความจำเลยควรยื่นคำแถลงต่อศาลเสียตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2 เพื่อชี้ให้ศาลเห็นถึงประเด็นข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ไม่มีมูล เนื่องจากข้อความเท็จที่โจทก์อ้างนั้นปรากฏใน "คำร้องขอถอนฟ้อง" ซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานในคดีอาญาตามนัยของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงขาดองค์ประกอบความผิดโดยชัดแจ้ง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องประทับรับฟ้อง
ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ว่า "...จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายในใบแต่งทนายความ หากฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา…"
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
บริษัท แฟชั่นปั้นดาว จำกัด (จำเลย/นายจ้าง) ประกอบกิจการร้านขายเสื้อผ้า เปิดทำการทุกวัน รวมทั้งในวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยได้จ้าง นายปิยะ (โจทก์/ลูกจ้างรายเดือน) ในตำแหน่งพนักงานขายประจำร้าน และทำข้อตกลงในสัญญาจ้างไว้ว่า "ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในวันหยุด นายจ้างจะตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารวันละ 200 บาท บวกเงินโบนัสพิเศษคำนวณจากยอดขายสินค้าในวันนั้น และจะจัดให้ลูกจ้างได้หยุดชดเชยในวันทำงานปกติวันอื่นแทน” นายปิยะตกลงและได้ลงนามในสัญญาดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้ถือปฏิบัติตามนั้นตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่ง
ต่อมาเมื่อนายปิยะลาออกจากงานแล้ว นายปิยะได้ลูกยุและการชี้ช่องจากเพื่อน จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เรียกให้นายจ้างชดใช้เงินเพิ่มเติมเป็น “ค่าทำงานในวันหยุด” และ “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยคิดย้อนหลังเอาจากวันหยุดทั้งหลายตามจำนวนชั่วโมงที่นายปิยะได้เข้ามาทำงานตามจริง
นายจ้างให้การต่อสู้คดีว่า "โจทก์ได้รับการหยุดชดเชยในวันอื่นๆ ครบถ้วนแล้ว เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้เสียสิทธิใดๆ ในเรื่องวันหยุด อีกทั้งเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารกับเงินโบนัสพิเศษที่โจทก์ได้รับไปนั้น รวมกันก็สูงกว่าอัตราค่าจ้างต่อวันทำงานตามปกติของโจทก์เสียอีก โจทก์ไม่ได้เสียประโยชน์ใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นทางปฏิบัติของจำเลยก็เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งเกิดขึ้นโดยความสมัครใจยินยอมของโจทก์เอง"
กฎหมายกำหนดหน้าที่ซึ่งนายจ้างต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ในการจ่าย ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ให้แก่ลูกจ้าง อันเป็นการคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการจ้างแรงงาน
บทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันยกเว้น หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นอันเป็นการตัดสิทธิลูกจ้างมิให้ได้รับค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดนั้น หาได้ไม่
แม้นายจ้างจะอ้างว่าได้จ่ายค่าอาหารหรือเงินโบนัสพิเศษทดแทน หรือจัดวันหยุดชดเชยให้แล้วตามข้อตกลงในสัญญา แต่ตราบใดที่เป็นการเลี่ยงไม่จ่ายเงินตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และ 63 บัญญัติไว้ ข้อตกลงนั้นย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และต้องตกเป็น โมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
บัญญัติให้งานใน “ลักษณะเฉพาะ” บางประเภทเท่านั้นที่นายจ้างกับลูกจ้างอาจตกลงกันสะสมวันหยุดและเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันอื่นได้
อาทิ งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า/ในที่ทุรกันดาร
แต่งานขายเสื้อผ้าประจำร้านที่พิพาทกันอยู่ในคดีนี้ “ไม่ใช่” งานในกลุ่มประเภทเฉพาะตามบทบัญญัติข้างต้น
นายจ้างจึงไม่อาจทำสัญญาให้ลูกจ้างสะสมวันหยุดแล้วเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันอื่นแทน ตลอดจนไม่อาจหลบเลี่ยงการจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแต่อย่างใด
ทนายความฝ่ายโจทก์ ต้องชี้ให้ศาลเห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยอ้างมานั้น "ตกเป็นโมฆะ" ตั้งแต่ต้น เพราะขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และมาตรา 63 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ว่าลูกจ้างจะสมัครใจทำข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ หรือสวัสดิการที่ลูกจ้างได้รับจะสูงเพียงใด ก็ไม่อาจนำมาทดแทนหน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างในการจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างได้
ทนายความ ต้องนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ทำงานให้แก่จำเลยในวันหยุดวันใดบ้าง คิดเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง อัตราค่าจ้างของจำเลยเป็นเท่าใด ทั้งนี้เพื่อคำนวณออกมาเป็น ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ที่จำเลยค้างจ่าย
ทนายความ อาจขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกพยานเอกสารในความครอบครองของจำเลย ได้แก่:
เพื่อนำมาใช้ประกอบการนำสืบในชั้นศาล
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
นายวิชาญ (จำเลย) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกทะเบียนรับรองประวัติสุนัข ณ สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทย (โจทก์) ซึ่งเป็นนิติบุคคลเอกชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและให้การรับรองประวัติสายพันธุ์สุนัข นายวิชาญมีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามระเบียบของสมาคมฯ ในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ จดทะเบียนรูปพรรณสุนัข และออกหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
ต่อมา นายวิชาญได้รับการขอร้องจากฟาร์มสุนัขรายใหญ่แห่งหนึ่ง ให้ช่วยออกหนังสือรับรองสายพันธุ์ลูกสุนัขไซบีเรียนฮัสกี และให้ระบุข้อความในหนังสือรับรองว่า ลูกสุนัขตัวนี้สืบสายพันธุ์มาจากพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ที่มีดีกรีแชมป์อันดับ 1 จากการประกวดระดับโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว สุนัขตัวนี้เกิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ทั่วไป นายวิชาญทราบดี แต่ก็ยอมจัดทำหนังสือรับรองให้ พร้อมลงลายมือชื่อตนเองในฐานะหัวหน้าแผนกของสมาคมฯ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อสมาคมฯ ตรวจพบ จึงมอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องนายวิชาญต่อศาลเป็นคดีอาญา ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 268
ความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เป็นกรณีของการทำเอกสารขึ้นมาโดยไม่มีอำนาจ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นทำขึ้นโดย "ผู้มีอำนาจที่แท้จริง"
(เป็นการลวงในเรื่องตัวบุคคลผู้ทำเอกสาร)
ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายวิชาญ (จำเลย) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกทะเบียนรับรองประวัติสุนัข มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามระเบียบของสมาคมฯ ในการตรวจสอบข้อมูล จดทะเบียนรูปพรรณสุนัข และออกหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
แม้ข้อความบางส่วนที่นายวิชาญกรอกลงในหนังสือรับรองจะเป็น "ความเท็จ" (เพราะความจริง คือ สุนัขไม่ได้มีสายพันธุ์มาจากพ่อแม่ดีกรีแชมป์) แต่เมื่อนายวิชาญจัดทำเอกสารนั้นขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง เอกสารนั้นจึงถือเป็น "เอกสารที่แท้จริง" หาใช่เป็นเอกสารปลอมไม่
การกระทำของนายวิชาญจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 โดยสิ้นเชิง
ทนายความจำเลย ต้องยื่นคำให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบในการออก หรือจัดทำ และลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองสายพันธุ์สุนัข
โดยอาจนำสืบพยานเอกสาร เช่น คำสั่งแต่งตั้งจำเลย, ข้อบังคับหรือระเบียบของสมาคมฯ โจทก์, รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ร่วมงานของจำเลย เพื่อพิสูจน์บทบาทและอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการทำงาน
ทนายความจำเลย พึงชี้ให้ศาลเห็นว่า ฟ้องของโจทก์โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยลงข้อความในเอกสารไม่ตรงกับความจริง แต่ในเมื่อจำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดทำเอกสาร กรณีจึงไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสารแต่ประการใด และดังนั้น จึงไม่มีทางเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปได้
ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ทันที
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!

หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
หากคุณสนใจและใฝ่เรียนรู้เพิ่มเติมใน คดีดังอื่นๆ กับกลยุทธ์ที่ทนายความยอดฝีมือของประเทศไทย ใช้พลิกเอาชนะคดีได้มาแล้ว !!
เราได้รวบรวมสำนวนคดีดัง บทวิเคราะห์ กลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลจริง ไว้ในแฟ้มข้อมูลพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ลับคมวิชากฎหมาย ก้าวนำคู่ความฝ่ายตรงข้าม และอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมได้อย่างมั่นคงยืน
คลิกที่ปุ่มด้านล่างนี้ และเริ่มต้นเส้นทางสู่ความสำเร็จของคุณได้เลย!
ลับคมทนายความ