แฟ้มคดี ภาค 2
ลับคมทนายความ
กรณีศึกษา และบทเรียนจากคดีจริง
วิเคราะห์คดี เกมชิงอำนาจกรรมการบริษัท
รูปคดี:
บริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด (จำเลยที่ 1) เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย แต่ได้เข้าถือหุ้นในบริษัท ไชน่าเวนเจอร์ จำกัด (บริษัทร่วมค้าในประเทศจีน) โดยมีสัญญาร่วมทุนกำหนดว่า การเรียกประชุมกรรมการของบริษัท ไชน่าเวนเจอร์ จำกัด จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากันไม่น้อยกว่า 15 วัน
สำหรับบริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด นั้น ได้มีมติเอกฉันท์ตั้งแต่ในการประชุมจัดตั้งบริษัท ให้ใช้ ป.พ.พ. เป็นข้อบังคับของบริษัท ดังนั้นจึงไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ ไว้เป็นการเฉพาะในเรื่องระยะเวลาบอกกล่าวนัดประชุมกรรมการบริษัท
ต่อมา นายสมศักดิ์ (จำเลยที่ 2) กรรมการคนหนึ่งของ บริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด ได้ส่งหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการบริษัท โดยส่งล่วงหน้าเพียง 3 วัน และกำหนดหัวข้อวาระการประชุมไว้ว่า "พิจารณามาตรการที่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้แทนของบริษัทไทยรุ่งเรือง จำกัด ในฐานะกรรมการของบริษัท ไชน่าเวนเจอร์" ซึ่งในการประชุมดังกล่าว กรรมการเสียงข้างมาก มีมติให้ถอดถอนนายวิชัย (โจทก์) ซึ่งเป็นกรรมการของ บริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด ออกจากการเป็น "ผู้แทน" ที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการใน บริษัท ไชน่าเวนเจอร์ และให้แต่งตั้งบุคคลอื่นแทน
นายวิชัย ไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขอเพิกถอนมติการประชุมดังกล่าว

ท่านรับหน้าที่เป็นทนายความของทนายความของ บริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด (จำเลยที่ 1) ต้องพิจารณาข้ออ้าง/ข้อหาตามฟ้อง ดังต่อไปนี้…
นายวิชัย ฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ โดยอ้างเหตุผล 3 ประการ:
ข้อ 1: การนัดประชุมไม่ชอบ
เพราะบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 3 วัน ซึ่งผิดข้อบังคับตามสัญญาร่วมทุนที่กำหนดระยะเวลาไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือหากจะอนุโลม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175 ก็ต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน (ในทำนองเดียวกับการนัดประชุมผู้ถือหุ้น)
ข้อ 2: วาระการประชุมคลุมเครือ
ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะมีการลงมติ "ถอดถอนผู้แทนของบริษัท"
ข้อ 3: อำนาจในการถอดถอน
การจะถอดถอนตนซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้นั้น ต้องกระทำโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1151 ไม่ใช่โดยคณะกรรมการบริษัท

ในฐานะทนายความของ บริษัท ไทยรุ่งเรือง จำกัด (จำเลยที่ 1) ท่านจะหักล้างข้ออ้างของโจทก์ทั้ง 3 ข้อนี้ได้หรือไม่ เพียงใด? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่เป็นจุดชี้ขาดผลแพ้ชนะในคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี: ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้ชนะคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ
  • ป.พ.พ. มาตรา 1162: กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการ เมื่อใดก็ได้ (หากไม่ได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น)
  • ป.พ.พ. มาตรา 1151: การถอดถอน "กรรมการของบริษัทนั้น" ต้องใช้มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น แต่มาตรานี้ไม่ได้รวมถึงการถอดถอนผู้แทนหรือตัวแทนของบริษัทที่จะเข้าไปบริหารหรือดูแลกิจการในบริษัทอื่น
ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี
  • ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ระบุให้ใช้ ป.พ.พ. เป็นสำคัญ โดยไม่ได้มีข้อกำหนดอื่นใดไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการเรียกประชุมกรรมการ
  • บริษัท ไชน่าเวนเจอร์ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ดังนั้นข้อบังคับตามสัญญาร่วมทุน ในเรื่องการเรียกประชุมกรรมการของบริษัท ไชน่าเวนเจอร์ ก็เป็นเรื่องเฉพาะแต่สำหรับบริษัท ไชน่าเวนเจอร์ หาได้ผูกพันกิจการภายในของจำเลยที่ 1 แต่ประการใดไม่
  • มติที่ประชุมพิพาทเป็นเรื่องการถอดถอน "ผู้แทนของจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัท ไชน่าเวนเจอร์" มิใช่การถอดถอนนายวิชัยออกจากตำแหน่ง "กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1"
สิ่งที่ทนายความควรทำในคำให้การ
หักล้างเรื่องระยะเวลาการเรียกประชุม
ทนายความต้องต่อสู้ว่า เมื่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดให้ใช้ ป.พ.พ. และ ป.พ.พ. มาตรา 1162 ก็บัญญัติว่า กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการ "เมื่อใดก็ได้" ทั้งนี้โดยที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาบอกกล่าวไว้แต่อย่างใด
กรณีเช่นว่านี้ จึงไม่อาจนำ มาตรา 1175 (การเรียกประชุมผู้ถือหุ้น) มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ อีกทั้งข้อบังคับตามสัญญาร่วมทุนของบริษัท ไชน่าเวนเจอร์ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีผลบังคับใดๆ ต่อการดำเนินกิจการภายในของจำเลยที่ 1
ดังนี้ การที่ จำเลยที่ 2 เรียกประชุมโดยบอกกล่าวล่วงหน้า 3 วัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
หักล้างเรื่องวาระการประชุม
ทนายความต้องชี้แจงว่า ข้อความในวาระการประชุมที่ว่า "พิจารณามาตรการที่เหมาะสมเกี่ยวกับตัวผู้แทน…" ย่อมครอบคลุมถึงการคงอยู่ การถอดถอน หรือการแต่งตั้งใหม่ซึ่งผู้แทนของบริษัท และย่อมเป็นสิ่งที่วิญญูชนพึงอ่านแล้วเข้าใจได้เช่นว่านั้นตามบริบทของการบริหารงานในบริษัทเอกชน
หักล้างเรื่องอำนาจในการแต่งตั้ง/ถอดถอนตัวแทน
ทนายความต้องอธิบายให้ชัดแจ้งว่า มติพิพาทเป็นเรื่องการถอดถอนโจทก์จากการเป็น "ผู้แทนหรือตัวแทนเพื่อทำกิจการในบริษัทอื่น (บริษัท ไชน่าเวนเจอร์)" การลงมติดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจบริหารเด็ดขาดโดยคณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมติดังกล่าว "มิใช่" เรื่องการถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่ง"กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1" กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 1151 อันจะต้องขอมติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเสียก่อน
เทียบเคียง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2565
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: แม่ผัวขับไล่ลูกสะใภ้!
นางอำภา (โจทก์) เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ได้อนุญาตให้นายเอก บุตรชาย กับนางบี (จำเลย) ซึ่งเป็นภริยาของนายเอก ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัยร่วมกัน ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นของนายเอกและนางบีทั้งหมด
ต่อมาภายหลัง นายเอกถึงแก่ความตาย นางอำภาเกิดขัดแย้งรุนแรงกับนางบี จึงประสงค์จะไล่นางบีออกจากที่ดิน นางอำภาได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังนางบี ใจความว่า "นางอำภาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทตามชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ประสงค์ให้นางบีอยู่อาศัยอีกต่อไป ขอให้นางบีขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปภายใน 15 วัน"
แต่เมื่อครบกำหนด นางบีไม่ยอมย้ายออก นางอำภาจึงฟ้องขับไล่ อ้างว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 บ้านถือเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังนั้นทั้งบ้านและที่ดินจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของตนทั้งหมด ขอให้ศาลพิพากษาให้นางบีและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน พร้อมส่งมอบบ้านคืนให้แก่ตน

ในฐานะทนายความของนางบี ท่านจะต่อสู้คดีนี้อย่างไร? ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้-ชนะของคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้:
ข้อกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการชี้ขาดคดีนี้
ส่วนควบ (ป.พ.พ. มาตรา 144 และ 146)
บ้านไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน เนื่องจากจำเลย (นางบี) กับนายเอก ทำการปลูกสร้างบ้านขึ้นมา โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ (นางอำภา) เจ้าของที่ดิน
กรรมสิทธิ์รวมในมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1745 และ 1360)
เมื่อนายเอกถึงแก่ความตาย ทั้งนางอำภา มารดาของนายเอก และนางบี ภริยาของนายเอก ต่างมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมด้วยกันทั้งคู่ จึงต่างก็มีสิทธิในบ้านส่วนที่เป็นของนายเอก
กรณีย่อมเท่ากับว่า โจทก์ (นางอำภา) และจำเลย (นางบี) ต่างถือกรรมสิทธิ์รวมในบ้าน ดังนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่จำเลยออกจากบ้านดังกล่าว
สิทธิเหนือพื้นดิน (ป.พ.พ. มาตรา 1410 และ 1413)
การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยปลูกบ้าน ย่อมก่อให้เกิด "สิทธิเหนือพื้นดิน" ในที่ดินของโจทก์ อันเป็นคุณแก่จำเลย เมื่อสิทธินี้ไม่ได้จดทะเบียนและไม่มีกำหนดเวลาไว้ โจทก์อาจบอกเลิกได้ แต่ก็ต้อง "บอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร"
ข้อเท็จจริงที่อาจตัดฟ้องโจทก์
และทำให้จำเลยชนะคดีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
1
คดีนี้ บ้านไม่ใช่ส่วนควบของที่ดิน
การที่จำเลยกับสามีเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านขึ้นมาเองทั้งหมด โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 จำเลยจึงมีกรรมสิทธิ์รวมในบ้าน ทั้งยังมีสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินของจำเลยด้วย
2
โจทก์บอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินไม่ชอบด้วยกฏหมาย
หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ อ้างกรรมสิทธิ์แต่ฝ่ายเดียวในบ้าน แล้วขอให้จำเลยขนย้ายออกไป ทว่ากลับไม่มีข้อความใดๆ ที่เป็นการบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดิน ยิ่งไปกว่านั้นการที่โจทก์กำหนดเวลาขนย้ายเพียง 15 วัน ในการย้ายที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ถือว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ น้อยเกินสมควร จึงไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1413 กรณีต้องถือว่ายังไม่ได้มีบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดิน
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๔๗๑/๒๕๖๕ วินิจฉัยว่า
"...แม้ภายหลัง ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิในบ้านส่วนที่เป็นมรดกของ ส. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ ...
… โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าว ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ เนื้อความระบุว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัย ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีข้อความบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแล้วให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ ทั้งการบอกเลิกโดยกำหนดระยะเวลาขนย้ายเพียง ๑๕ วัน นับว่า โจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยน้อยเกินสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๑๓ การบอกเลิกของโจทก็ไม่ชอบ โจทก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบบ้านคืนให้แก่โจทก์ ..."
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: หลอกลงทุนหุ้น ทองคำ บิตคอยน์
รูปคดี: นายมานะ (โจทก์) ได้ยื่นฟ้อง นางสมศรี (จำเลย) เป็นคดีอาญา โดยบรรยายฟ้องว่า
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลากลางวัน จำเลยโดยทุจริต หลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เป็นมือขวาของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และมีช่องทางพิเศษในการลงทุนในหุ้น ทองคำ และเงินสกุลดิจิทัล (Bitcoin) ซึ่งการันตีให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 20 ภายใน 3 เดือน  โจทก์หลงเชื่อและได้โอนเงินให้จำเลยไป 500,000 บาท แต่หลังจากครบกำหนด 3 เดือนแล้ว โจทก์ไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งไม่ได้รับคืนต้นเงินแต่ประการใด
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เหตุเกิดในท้องที่แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร
ในคำขอท้ายฟ้อง โจทก์เพียงแต่ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
ในวันไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยแถลงต่อศาลว่า ไม่ต้องการทนายความ และขอรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น สมมุติว่าท่านได้เข้ามาเป็นทนายความของจำเลย ท่านควรจะดำเนินการอย่างไรในชั้นพิจารณา? และหากจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ จำเลยต้องคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ในคดีนี้หรือไม่ อย่างไร?
กลยุทธ์ต่อสู้: ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีผลชี้ขาดตัดสินคดี

ข้อกฎหมายสำคัญ:
ป.อ. มาตรา 341
องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของความผิดฐานฉ้อโกง คือ "การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ" ซึ่งการที่โจทก์จะอ้างว่า ข้อความใดเป็นความเท็จนั้น โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า "เป็นเท็จ" อย่างไร
ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)
คำฟ้อง ต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความที่โจทก์อ้างว่าจำเลยหลอกลวงนั้น เป็นเท็จอย่างไร และความจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
ห้ามมิให้ศาลพิพากษา หรือสั่งเกินคำขอท้ายฟ้อง

ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี (ของจำเลย):
การที่คำฟ้องของนายมานะ เพียงบรรยายว่าโจทก์ถูกหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ แต่ไม่ได้บรรยายว่าแล้วความจริงเป็นอย่างไร (เช่น ความจริง คือจำเลยไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน หรือจำเลยไม่ได้รู้จักกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หรือจำเลยไม่ได้มีช่องทางพิเศษในการลงทุนในหุ้น ทองคำและ Bitcoin หรือธุรกิจการลงทุนไม่เคยมีอยู่จริง) เท่ากับว่า คำฟ้องในส่วนที่อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงนั้น ขาดองค์ประกอบของความผิดในฐานฉ้อโกง
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้เกม
01
ต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของคำฟ้อง
ทนายความควรยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ โดยยื่นคำให้การจำเลยต่อศาลว่า คำฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) และ ป.อ. มาตรา 341 เนื่องจากโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยกล่าวหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ แต่ มิได้บรรยายว่าความจริงเป็นประการใดแน่ ทำให้คำฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
ผล: แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ต้องพิพากษายกฟ้อง
02
ประเด็นเรื่องอำนาจศาลในการสั่งคืนเงิน
ทนายความควรทำคำให้การของจำเลยต่อไปว่า ศาล ไม่มีอำนาจ สั่งให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาทแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเพียงให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341 โดยมิได้มีคำขอหรือคำฟ้องส่วนแพ่งให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40
ผล: กรณีจึงต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาให้สิ่งใดเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2565 วินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงแต่เฉพาะข้อความซึ่งอ้างว่า จำเลยที่ 1 กล่าวแสดง เพื่อหวังหลอกลวงโจทก์อันเป็นความเท็จ แต่มิได้บรรยายด้วยว่าความจริงเป็นประการใด เป็นคำฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องซึ่งไม่เป็นความผิดได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยมิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ได้รับไปโดยผลจากการหลอกลวงแก่โจทก์ด้วย ศาลไม่อาจพิพากษาหรือมีคำสั่งในส่วนนี้ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ศึกชิงที่ดินมรดก
รูปคดี: นายปรีชาถึงแก่ความตายกว่า 10 ปีมาแล้ว โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินแปลงเดียว ต่อมา นายเดช (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง ได้ยื่นคำร้องขอ และศาลได้มีคำสั่งตั้งนายเดชเป็นผู้จัดการมรดกของนายปรีชา
นายเดชทราบดีว่า นางสมศรี (โจทก์) เป็นบุตรสาวของนายชัย และเป็นผู้สืบสิทธิของนายชัยในการรับมรดกของนายปรีชา แต่นายเดชกลับปันที่ดินมรดกนั้นให้เฉพาะแก่ตนเองกับพี่น้องอีกเพียง 3 คน (จำเลยที่ 2-4) โดยจดทะเบียนลงในโฉนดว่า ทั้ง 4 คนถือ กรรมสิทธิ์รวม และ มิได้แจ้งให้นางสมศรี ทราบใดๆ ถึงการจัดการนี้
อีก 6 ปีต่อมา นางสมศรี ถึงได้ทราบเรื่อง แล้วจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาล เรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของตนตามสิทธิในการรับมรดก ในฐานะผู้สืบสิทธิของนายชัย

ท่านรับหน้าที่เป็นทนายความของนางสมศรี จึงต้องวิเคราะห์ข้อต่อสู้ตามคำให้การของฝ่ายจำเลยดังจะกล่าวต่อไปนี้…
ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า:
โจทก์ฟ้องคดีขอให้แบ่งทรัพย์มรดก หลังจากพ้นกำหนด 10 ปีไปแล้ว นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย
ทั้งยังเป็นการฟ้องคดีเกินกว่า 5 ปี นับแต่การโอนและจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีจึงขาดอายุความตาม มาตรา 1733 วรรคท้าย อีกด้วย

ในฐานะทนายความโจทก์ ท่านจะแก้ข้อต่อสู้ในเรื่อง อายุความ ทั้งสองประเด็นได้หรือไม่ อย่างไร?
กลยุทธ์ต่อสู้ ในการชี้ขาดประเด็นปัญหา

ข้อกฎหมายสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคท้าย (อายุความจัดการมรดก)
อายุความการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกจะ ไม่เริ่มนับ จนกว่าการจัดการมรดกนั้นได้สิ้นสุดลง
หลักกฎหมายตามแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกา ในเรื่องการจัดการมรดก
การที่ผู้จัดการมรดก (จำเลยที่ 1) ปันทรัพย์มรดกโดยมิได้แบ่งให้ทายาททุกคนตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งมิได้แจ้งให้ทายาททราบ ถือเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ การจัดการมรดกนั้นจึงยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลง และแม้จะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมแล้วก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้ว
ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคแรก (การครอบครองทรัพย์มรดกแทน)
สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดก ในกรณีที่มีทายาทคนหนึ่งคนใดได้ครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่นนั้น ไม่มีอายุความ กล่าวคือ ไม่อยู่ภายใต้อายุความมรดกตาม มาตรา 1754

ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี (ฝ่ายโจทก์)
พฤติการณ์ในการจัดการมรดก
การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่านางสมศรีมีสิทธิรับมรดก แต่จงใจแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยไม่รวมโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์รับรู้ ย่อมทำให้การจัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ผลคือ อายุความฟ้องคดีจัดการมรดกของโจทก์ยังไม่เริ่มนับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคท้าย
ผู้จัดการมรดกในฐานะผู้แทนของทายาททุกคน
การที่ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนที่ครอบครองที่ดินพิพาท แทนทายาททุกคน
ต่อมาเมื่อ จำเลยที่ 1 โอนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยที่ 2-4 ก็ต้องถือว่า จำเลยที่ 2-4 ได้ครอบครองที่ดินไว้แทนทายาทคนอื่นด้วยเช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคแรก ได้แม้จะล่วงเลยระยะเวลา 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยไม่อยู่ภายใต้อายุความตาม มาตรา 1754 วรรคท้าย
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ข้อต่อสู้
ต่อสู้เรื่องอายุความคดีจัดการมรดก
ทนายความควรนำสืบข้อเท็จจริง และยื่นคำแถลง ประกอบข้อกฎหมาย พร้อมแนบคำพิพากษาฎีกาที่วางแนวบรรทัดฐานว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมโดย ไม่ได้แบ่งปันให้โจทก์ผู้มีสิทธิ และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ทั้งที่จำเลยที่ 1 ก็รู้ดีว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิ ถือเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นลง ดังนั้นอายุความฟ้องคดีจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคท้าย จึงยังไม่เริ่มนับ
ต่อสู้เรื่องการครอบครองแทน
ทนายความต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทรัพย์มรดก แทนทายาททุกคน อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จะมีการโอนชื่อหรือจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างบรรดาจำเลยด้วยกัน แต่ก็ยังต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทคนอื่นอยู่ ตราบใดที่การแบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมายยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องร้องเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคแรก ได้โดยไม่อยู่ภายใต้อายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย
หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๖๕
"...การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์และทายาทอื่นที่มิได้ให้ความยินยอม เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดก มิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการจัดการมรดกของ พ. โดยมิชอบ แม้จำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของ พ. ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของ ป. ที่ยังคงมีสิทธิรับมรดกของ พ. ในฐานะคู่สมรส ย่อมไม่มีผลให้การจัดการมรดกสิ้นสุดลง อายุความฟ้องคดีจัดการมรดกของโจทก์ยังไม่เริ่มนับและไม่ขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๓ วรรคท้าย…"
"…การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อตนและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ กับ ท. ให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่และ ท. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของ ล. ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของ ป. ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๘ วรรคหนึ่ง แม้จะเป็นการฟ้องเกินกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อ พ. เจ้ามรดกตาย ก็ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคท้าย เพราะการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นลง"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี เมื่อตำรวจไม่มีทั้งหมายค้น และหมายจับ
พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ (จำเลยที่ 1) ได้รับรายงานจากสายลับว่า นายสมชาย (โจทก์) เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ และมีพัสดุยาเสพติดจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักส่วนตัวที่ห่างไกลชุมชน แต่เนื่องจากเป็นเวลา 01:00 น. และมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายสมชายเตรียมจะขนย้ายหรือจำหน่ายพัสดุดังกล่าวในเช้ามืดวันนั้น พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์จึงตัดสินใจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน (จำเลยที่ 2-10) รวม 9 นาย เข้าปฏิบัติการตรวจค้นบ้านนายสมชายทันที โดยไม่มีทั้งหมายค้นและหมายจับ
เมื่อเจ้าพนักงานไปถึงบ้าน นายสมชายทราบว่าเป็นตำรวจจึงยินยอมเปิดประตูให้ตำรวจเดินเข้าไปภายในบ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ตรวจค้น แต่เมื่อตำรวจพบร่องรอยสารเสพติดตกหล่นอยู่บริเวณตู้หนังสือและสังเกตว่าอาจมีประตูลับซ่อนอยู่หลังตู้ดังกล่าว นายสมชายจึงรีบห้าม และบอกให้ตำรวจออกไปจากบ้านของตนโดยพลัน ทั้งยังพยายามขัดขวางตำรวจมิให้ดำเนินการต่อ
ตำรวจไม่สนใจคำขอของนายสมชาย ในทางตรงข้ามตำรวจได้ทำการจับกุมและควบคุมตัวนายสมชายไว้ทันที จากนั้นใช้กำลังทำลายประตูห้องลับเข้าไป และพบยาเสพติดจำนวนมาก
นายสมชาย ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 10 นาย กล่าวหาว่า จำเลยทั้ง 10 บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้น แล้วเข้าไปทำลายทรัพย์สินของโจทก์ ทั้งที่โจทก์ได้ห้ามปรามแล้ว นอกจากนี้ยังจับกุมโจทก์ในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายจับ ทั้งหมดเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์เสียหาย

ในฐานะทนายความฝ่ายจำเลย ท่านจะต่อสู้คดีนี้อย่างไร? ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดที่มีผลชี้ขาดความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน?
กลยุทธ์ต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ:
ป.วิ.อ. มาตรา 92(4) ประกอบ มาตรา 96
บทบัญญัตินี้ได้ให้ข้อยกเว้นสำหรับการค้นในที่รโหฐานโดยที่ไม่ต้องมีหมายค้น และให้ค้นในเวลากลางคืนได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่โจทก์ (นายสมชาย) ซึ่งเป็นเจ้าบ้าน ได้ให้ความยินยอมและนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านเอง ย่อมถือว่า การตรวจค้นของเจ้าพนักงานเป็นไปโดยชอบแล้ว
ป.วิ.อ. มาตรา 78(3)
กฎหมายได้ให้ข้อยกเว้นสำหรับการจับโดยไม่จำต้องมีหมายจับ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
นอกจากนี้พฤติการณ์ที่ปรากฏต่อมา เมื่อตำรวจพบร่องรอยสารเสพติดตกหล่นอยู่บริเวณตู้หนังสือ เท่ากับ พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า ตำรวจย่อมมีอำนาจจับกุมโจทก์ (นายสมชาย) ได้โดยชอบทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78(1) และสามารถทำการตรวจค้นต่อไป ตลอดทั้งสามารถทำลายประตูหรือสิ่งกีดขวางได้ตาม มาตรา 92(2) และ 94 แม้โจทก์จะไม่ยินยอม
ป.อ. มาตรา 157
การกระทำของจำเลยที่ 2-10 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจตามกฎหมายและได้สั่งการไปโดยชอบ
อีกทั้งการตรวจค้น รวมถึงการจับกุมในเวลาต่อมาทันทีที่ได้พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า ก็ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาข้างต้น กรณีจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี
01
ข้อเท็จจริง+พยานหลักฐาน "ก่อน" การเข้าตรวจค้นในกรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน
ข้อเท็จจริงที่แสดงได้ว่า ก่อนการเข้าตรวจค้น กลุ่มของจำเลยมีพยานหลักฐานตามสมควรให้เชื่อได้ว่า โจทก์ (นายสมชาย) เป็นผู้ค้ายาเสพติด และมียาเสพติดจำนวนมากในครอบครองเพื่อจำหน่าย อีกทั้งกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉินอย่างยิ่ง เนื่องจากยาเสพติดอาจถูกโยกย้ายหรือจำหน่ายไปเสียก่อน หากปล่อยเวลาเนิ่นช้ารอขอให้ศาลออกหมายค้นและหมายจับ
02
ความยินยอมของโจทก์ เจ้าของบ้าน
ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์เอง (นายสมชาย) เป็นผู้อนุญาตด้วยความสมัครใจ และยินยอมให้กลุ่มของจำเลยเข้าค้นบ้านในเวลากลางคืน
แนวทางการต่อสู้คดี
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ข้อกล่าวหา
สำหรับจำเลยที่ 1
ทนายความควรนำสืบเพื่อแสดงถึง เหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนและกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ในอันที่จำเลยที่ 1 จำต้องสั่งการให้เข้าตรวจค้นในเวลากลางคืนโดยไม่มีทั้งหมายค้นกับหมายจับ
ทนายความควรระบุถึงพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 มีตามสมควร ประกอบข้อมูลของสายลับในเรื่องที่โจทก์เตรียมจะขนย้าย/จำหน่ายยาเสพติดในเช้ามืดของวันเดียวกันนั้น ซึ่งหากปล่อยเนิ่นช้ารอขอออกหมาย โจทก์/ผู้ต้องหาอาจหลบหนี และยาเสพติดอาจถูกทำลาย หรือโยกย้ายจำหน่ายไปเสียก่อน อันอาจเป็นภัยต่อสังคมวงกว้าง
การกระทำของจำเลยที่ 1 อยู่ในกรอบของกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78(3), 92(4) และ 96 ฉะนั้นจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
สำหรับจำเลยที่ 2-10
ทนายความควรนำสืบว่า จำเลยเหล่านี้ ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและได้สั่งการอย่างถูกต้องแล้ว
การตรวจค้นและจับกุมที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยชอบ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายทุกประการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78(1)(3), 92(2)(4), 94 และ 96 นอกจากนั้นในการเข้าตรวจค้น โจทก์เองก็เป็นผู้ที่ได้ให้ความยินยอมหรืออนุญาตแล้ว
ดังนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ย่อมไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๕๘
"...เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน หากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ (๓) แม้มีการไปตรวจค้นบ้านโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายคัน อันเป็นการบุกรุกเคหสถาน แต่รถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๒ ก็เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง กรณีจึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒(๔) และมาตรา ๙๔ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี เงินกู้ กับนิติกรรมอำพราง
รูปคดี:
นายปรีชา (โจทก์) ฟ้องเรียกเงินจาก นายวิทวัส (จำเลย) จำนวน 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตาม "สัญญากู้ยืมเงิน" ที่จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ จำเลยต่อสู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ และมีการตกลงแบ่งผลกำไร 50% แต่ที่ทำสัญญากู้ยืม ก็เพื่ออำพรางสัญญาร่วมลงทุนและเพื่อป้องกันความเสี่ยงของโจทก์
ในระหว่างการพิจารณา โจทก์คัดค้านการนำสืบพยานบุคคลของจำเลยโดยอ้างว่า เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญา ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ข)

ในฐานะทนายความของนายวิทวัส (จำเลย) ท่านจะต้องแก้เกมอย่างไร เพื่อให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลของจำเลย ข้อกฎหมายใดที่ท่านต้องยกขึ้นมาต่อสู้?
และถ้าท่านนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาสืบจนศาลเชื่อว่า โจทก์จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่ออำพรางสัญญาร่วมทุนกันจริง เพียงเท่านี้ก็พอให้จำเลยชนะคดีได้แล้วหรือไม่ เพราะอะไร?
กลยุทธ์ต่อสู้
ต่อสู้เรื่องการนำสืบพยานบุคคล
ข้อกฎหมาย: ทนายความต้องอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย โดยต่อสู้ว่า การนำสืบของจำเลยไม่ได้เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อความในเอกสาร แต่เป็นการนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่า นิติกรรมตามเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ("สัญญากู้ยืมเงิน" เป็นนิติกรรมที่อำพราง "สัญญาร่วมทุน") การนำสืบเช่นนี้เข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย ฉะนั้นจึงไม่ต้องด้วยบทตัดพยานบุคคล
ยุทธวิธี
ทนายความ ต้องนำสืบจำเลยเป็นประจักษ์พยาน ประกอบกับพยานบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับรู้เรื่องการลงทุน ตลอดจนพยานเอกสาร/พยานแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ (เช่น แผนธุรกิจของโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์, หนังสือชี้ชวนลงทุน, อีเมล แชท หรือหลักฐานการสนทนาต่างๆ เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว) อันจะพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์จำเลย คือการร่วมลงทุน ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน
ผลของนิติกรรมอำพราง
ข้อต่อสู้:
ทนายความต้องอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ว่าสัญญากู้ยืมเงิน (นิติกรรมอำพราง) ต้องตกเป็น โมฆะ และถึงแม้ว่าสัญญาร่วมลงทุน (นิติกรรมที่ถูกอำพราง) จะยังมีผลสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่ในเมื่อโจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาต่างประเภทกัน ทั้งยังตกเป็นโมฆะเสียด้วย ดังนี้โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าว
ผลทางกฎหมาย:
โจทก์ แพ้คดีได้ทันทีในมูลหนี้กู้ยืมเงินตามฟ้อง
ทนายจำเลยไม่จำต้องเสียเวลาเสียสมองไปกับการเตรียมข้อต่อสู้อื่นใดอีก (เช่น ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่า จำเลยผิดสัญญาร่วมทุนหรือไม่)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2566
"แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความ ในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย"
"นิติกรรมกู้ยืม เป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการร่วมลงทุน นิติกรรมการกู้เงินย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า 'ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่ง ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ' ทว่าคดีนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาร่วมลงทุน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมูลหนี้เงินกู้ที่โจทก์ฟ้อง"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: ไล่ยิงคนร้ายลักทุเรียน
รูปคดี:
นายดำ (จำเลย) มีหน้าที่เฝ้าสวนผลไม้ให้นายจ้าง ได้พบเห็น นายเขียวและนายแดง (ผู้ตายและผู้เสียหาย) กำลังตัดผลทุเรียนจำนวนมากในสวน ซึ่งเป็นการลักทรัพย์ซึ่งหน้า เมื่อนายดำตะโกนใส่ นายเขียวกับนายแดงจึงรีบทิ้งผลทุเรียน แล้ววิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อหลบหนี นายดำวิ่งไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิดในระยะห่างประมาณ 50 เมตร พร้อมกับตะโกนให้หยุดและยอมให้จับกุมแต่โดยดี แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุด นายดำจึงใช้อาวุธปืนยิง กระสุนถูกนายเขียวถึงแก่ความตาย
พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องนายดำ ในข้อหาฆ่านายเขียวตายโดยเจตนา และข้อหาพยายามฆ่านายแดง

ในฐานะทนายความของนายดำ ท่านควรจะวางแนวทางการต่อสู้คดีอย่างไร ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดที่ท่านควรยกขึ้นว่ากล่าวต่อศาลให้ชัดแจ้งหนักแน่นที่สุด เพื่อช่วยมิให้จำเลยต้องรับโทษ หรือเพื่อให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี:
ข้อกฎหมายสำคัญ
ป.อ. มาตรา 72 (การกระทำโดยบันดาลโทสะ) และ ป.วิ.อ. มาตรา 79 (ราษฎรจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า)
ข้อเท็จจริงสำคัญ
การที่ผู้ตายกับผู้เสียหายลักทรัพย์ผลทุเรียนต่อหน้าต่อตาจำเลย ถือเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า จำเลยมีอำนาจติดตามจับกุมผู้ตายกับผู้เสียหายได้โดยชอบด้วยกฏหมาย
แม้ต่อมาผู้ตายกับผู้เสียหายทิ้งผลทุเรียน (ซึ่งเท่ากับว่า ภยันตรายจากการลักทรัพย์สิ้นสุดลงแล้ว) แต่การที่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุดให้จับกุม กลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนี แสดงถึงพฤติการณ์อันไม่รู้สำนึกในการกระทำผิด ถือเป็นการ "ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรง และไม่เป็นธรรมต่อเนื่องมา" แล้วเป็นเหตุทำให้นายดำบันดาลโทสะ
สิ่งที่ทนายความควรทำ/แก้ข้อหาตามฟ้อง
1. อ้างอำนาจในการติดตามจับกุม (ป.วิ.อ. มาตรา 79)
ทนายความต้องตีฝ่ายโจทก์ให้แตกและทำให้ศาลเห็นว่า ผู้ตายกับผู้เสียหายเป็นคนร้ายลักทรัพย์ ก่อการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและละเมิดต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรงต่อเจ้าของทรัพย์ รวมทั้งจำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อทรัพย์นั้น จำเลยในฐานะราษฎรย่อมมีสิทธิโดยชอบในการติดตามจับกุมผู้ตายกับผู้เสียหาย

คำเตือน: ทนายความต้องระวังอย่างยิ่ง หากจะต่อสู้เกินเลยไปถึงขนาดว่า จำเลยยิงปืนเพื่อป้องกันตัว ทั้งนี้เพราะการยิงปืนใส่ผู้ตายกับผู้เสียหายที่กำลังหลบหนี โดยทั้งคู่ไม่ได้เอาทรัพย์ที่ลักติดตัวไปด้วย และไม่ได้พกพาอาวุธ ตลอดจนไม่ได้คิดต่อสู้ทำร้ายจำเลย ย่อมถือได้ว่า ภยันตรายที่จำต้องป้องกันตนได้สิ้นสุดลงแล้ว
หากทนายความยกข้อต่อสู้ที่เกินเลยไปจากพยานหลักฐาน อาจกลายเป็นผลเสีย เพราะศาลจะฟังว่า ฝ่ายจำเลยพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจส่งผลลบต่อดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษ
2. เน้นหนักในเรื่องเหตุบันดาลโทสะ (ป.อ. มาตรา 72)
ทนายความต้องนำสืบให้ชัดแจ้งว่า แม้ภยันตรายจากการลักทรัพย์ได้สิ้นสุดลง แต่การที่ผู้ตายและผู้เสียหายบังอาจลักทรัพย์ต่อหน้าต่อตาจำเลยแล้วยังไม่มีสำนึกใดๆ ในความผิด ทั้งยังกลับจะหลบหนีไปอีก ย่อมถือเป็นการ ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมต่อจำเลย และ โทสะของจำเลยย่อมต้องมีคุกรุ่นต่อเนื่องมา การใช้อาวุธปืนยิงจึงเป็นการกระทำไปในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกและมีโทสะอยู่ ดังนี้จำเลยสมควรได้รับการลดหย่อนโทษ
หมายเหตุ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2567
"การลักทรัพย์ เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์ ทั้งเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง... เมื่อจำเลยมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนป่าให้บุตรชาย มาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะ และมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหาย เพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79"
"แม้จะได้ความว่า จำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาแล้ว… แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุด ทว่ากลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนี โดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย โทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกเนื่องจากถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์ และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี เช่าซื้อรถอลวน
รูปคดี:
บริษัท มหาชัย จำกัด ทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์แก่ นายแดน (จำเลยที่ 1) โดยมี นายเมฆ (จำเลยที่ 2) เป็นผู้ค้ำประกัน หนังสือสัญญาดังกล่าวลงลายมือชื่อของ นายแดน และ นายเมฆ ครบถ้วน แต่ในส่วนของผู้ให้เช่าซื้อ นายธงชัย ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท มหาชัย ได้ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทตามที่หนังสือรับรองบริษัทกำหนดไว้ ต่อมา บริษัท มหาชัย ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อนี้ให้แก่ บริษัท สมาร์ทไฟแนนซ์ จำกัด (โจทก์) เป็นลายลักษณ์อักษรถูกต้อง พร้อมทั้งได้มีหนังสือบอกกล่าวเรื่องการโอนสิทธิดังกล่าวให้นายแดนและนายเมฆทราบ ซึ่งทั้งสองก็ให้ความยินยอมโดยมิได้อิดเอื้อน
หลังจากนั้น นายแดน ผ่อนชำระได้เพียง 4 งวดแรก แล้วก็ผิดนัดชำระใน 3 งวดถัดมาต่อเนื่องกัน บริษัท สมาร์ทไฟแนนซ์ จึงทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปโดยชอบ นายแดนได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย บริษัท สมาร์ทไฟแนนซ์จึงยื่นฟ้องขอบังคับให้ นายแดน รับผิดตามสัญญาพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย กับให้นายเมฆรับผิดด้วยในฐานะผู้ค้ำประกัน
ในฐานะทนายความของจำเลยทั้งสอง ท่านจะต่อสู้คดีอย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้? การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ความยินยอมในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ มีผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์หรือไม่ อย่างไร?
กลยุทธ์ต่อสู้
ข้อกฎหมายที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ คือ ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
และ ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าโมฆะกรรมนั้น ไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้
ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี
การที่ผู้ให้เช่าซื้อ (บริษัท มหาชัย) มีเพียงลายมือชื่อกรรมการผู้จัดการ โดยมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ตามข้อบังคับในหนังสือรับรองบริษัท ถือไม่ได้ว่าบริษัทได้ลงลายมือชื่อและมีฐานะเป็นคู่สัญญาโดยชอบ เท่ากับว่า สัญญาเช่าซื้อมีเพียงลายมือชื่อของ นายแดน (ผู้เช่าซื้อ) แต่ฝ่ายเดียว จึงต้อง ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 572 วรรคสอง
ผลต่อผู้ค้ำประกัน
เมื่อสัญญาประธาน (สัญญาเช่าซื้อ) ตกเป็นโมฆะ ทำให้ไม่มีหนี้ประธานที่สมบูรณ์ นายเมฆ (จำเลยที่ 2) ในฐานะผู้ค้ำประกัน ย่อมไม่ต้องรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคหนึ่ง
สิ่งที่ทนายความควรทำคำให้การ/แก้ข้อหา
01
ต่อสู้เรื่องความเป็นโมฆะของสัญญา
ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ว่า สัญญาเช่าซื้อกระทำโดยผิดแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ กล่าวคือ มิได้ลงลายมือชื่อของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ เนื่องจากปราศจากตราประทับสำคัญบริษัทตามข้อบังคับของบริษัท สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง)
02
โต้แย้งอำนาจฟ้องของผู้รับโอน
โต้แย้งว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ เท่ากับว่าเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจึงไม่เคยเกิดมีขึ้น การที่บริษัท มหาชัย โอนสิทธิเรียกร้องที่ไม่เคยมีอยู่ให้แก่โจทก์ (บริษัท สมาร์ทไฟแนนซ์) โจทก์จึง ไม่ได้รับโอนสิทธิใดๆ อันจะมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ และแม้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ให้ความยินยอมในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง ก็หาได้มีผลแต่อย่างใดไม่ เพราะโมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ (ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง)
03
ปฏิเสธความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
ต่อสู้อีกด้วยว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ประธาน ดังนั้นเมื่อหนี้ประธานเป็นโมฆะ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง (ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคหนึ่ง)
หมายเหตุ

คำพิพากษาฎีกาที่ 3347/2565 วินิจฉัยว่า "ธ. ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของ โดยมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ถือไม่ได้ว่าบริษัท ศ. ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อครบถ้วนโดยชอบตามหนังสือรับรองของบริษัท สัญญาเช่าซื้อมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง…
แม้ต่อมาบริษัท ศ. จะได้ยอมรับเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ ก็ไม่อาจถือได้ว่า บริษัท ศ. ลงชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นโมฆะ กลับเป็นสัญญาเช่าซื้อที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ โจทก์ในฐานะผู้รับโอน ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้ ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดด้วยเช่นกัน"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี: แม่ลูกอาชญากร?
รูปคดี:
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องนาย ข. (ผู้เยาว์อายุ 19 ปี) เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมซื้อสินค้าของบริษัท ก. และฟ้องนาง ค. (ซึ่งเป็นมารดาของนาย ข.) เป็นจำเลยที่ 2 ในฐานผู้สนับสนุน ต่อมาบริษัท ก. ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้น พิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า นาย ข. เท่านั้นที่เป็นผู้กระทำความผิด ส่วนนาง ค. ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นใดๆ ในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องสำหรับนาง ค. ในส่วนอาญา แต่ในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้คำฟ้องไม่ได้ระบุว่า นาย ข. เป็นบุตรของนาง ค. แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลเองว่า นาง ค. เป็นมารดาและมิได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควร ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ นาง ค. ต้องร่วมรับผิดทางแพ่งและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 และ ป.วิ.อ. มาตรา 47

ในฐานะทนายความของนาง ค. ปัญหาข้อกฎหมายใดที่ท่านควรจะยกขึ้นอุทธรณ์ เพราะอาจทำให้นาง ค. พลิกกลับมาชนะคดีในส่วนแพ่งได้อย่างเด็ดขาด
กลยุทธ์ต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
ข้อกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี คือ
1
การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
(ป.วิ.อ. มาตรา 46)
2
คำร้องของผู้เสียหายที่จะขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลักเท่านั้น ไม่อาจมีคำขอบังคับโดยอาศัยเหตุหรือข้อเท็จจริงประการอื่นนอกคำฟ้องคดีอาญา
(ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย)
3
ในคดีส่วนแพ่ง ห้ามมิให้ศาลพิพากษา หรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
(ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40)

คดีนี้ ความรับผิดทางแพ่งของนาง ค. (ถ้าจะมี) จะต้องเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญา หรือการกระทำละเมิดของนาง ค. โดยตรง
ดังนี้ เมื่อนาง ค. ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องในส่วนอาญา เท่ากับว่า นาง ค. ไม่ได้กระทำละเมิดในทางแพ่ง ศาลชั้นต้นจะหยิบยกข้อหาอื่น หรือเหตุอื่น เช่น ป.พ.พ. มาตรา 429 โดยที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำฟ้อง แล้วนำมาวินิจฉัยให้นาง ค. ต้องรับผิดในส่วนแพ่งนั้น หาได้ไม่
สิ่งที่ทนายความพึงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
1. เน้นย้ำหลักการของ ป.วิ.อ. มาตรา 46
ทนายความต้องอุทธรณ์ในประเด็นว่า เมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องนาง ค. ในส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในส่วนอาญาจึงเป็นที่ยุติว่านาง ค. ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งเท่ากับว่า นาง ค. มิได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ร่วมกระทำละเมิดในทางแพ่งแต่อย่างใด
2. ต่อสู้เรื่อง คำพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น (Ultra Petita)
ทนายความต้องชี้แจงอีกว่า การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง แล้วนำ ป.พ.พ. มาตรา 429 (ความรับผิดของบิดามารดาในการละเลยการดูแลบุตรผู้เยาว์) มาปรับบท แล้วบังคับให้นาง ค. ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ถือเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการกับคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งต้องห้ามและไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40
3. ให้เหตุผลประกอบอื่นๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักอุทธรณ์
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย
กำหนดว่า คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องเป็นคำขออันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาเท่านั้น
ป.พ.พ. มาตรา 429
บทบัญญัติมาตรานี้ มีสภาพแห่งข้อหาทางแพ่งที่เป็นอิสระ แยกต่างหากจากการกระทำความผิดอาญาที่ถูกฟ้อง (ฟ้องเพียงว่า นาง ค. เป็นผู้สนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม)
ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง
แม้จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลชั้นต้นจะนำข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องมาพิพากษาความรับผิดของนาง ค. ในทางแพ่งได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๕๖/๒๕๖๓
วินิจฉัยว่า "ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ ๓ ชดใช้แก่ผู้ร้องนั้น จะต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ ๓ ตามที่ถูกฟ้องเท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้...
การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๓ มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ ในฐานะมารดาซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลฯ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐"
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...
วิเคราะห์คดี ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากมือที่สาม
รูปคดี: นางฟ้า (โจทก์) ฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก น.ส.มาริสา (จำเลย) โดยกล่าวอ้างว่า น.ส.มาริสา ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับนายวิทย์ (สามีโจทก์) ในทำนองชู้สาว
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องมีว่า: นายวิทย์และ น.ส.มาริสาไปเที่ยวในประเทศมาเลเซียด้วยกัน และเข้าพักในโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง เมื่อพนักงานโรงแรมเข้ามาเก็บห้องพักตอนเช้า เห็นนายวิทย์และ น.ส.มาริสาอยู่ด้วยกันในสภาพกึ่งเปลือย โดยมีเพียงพนักงานทำความสะอาดเห็นเหตุการณ์นี้เท่านั้น นอกจากนี้ ทั้งสองยังเคยไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนสนิทของนายวิทย์ในร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีการโอบกอดและแสดงออกถึงความใกล้ชิดเกินกว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดา

หากท่านเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ จะต้องวางกลยุทธ์เอาชนะคดีนี้อย่างไร หลังจากที่ได้อ่าน "ข้อต่อสู้ในคำให้การ" ของจำเลย ดังต่อไปนี้...
ข้อต่อสู้ของจำเลย
น.ส.มาริสา ให้การต่อสู้คดีใน 2 ประเด็นหลัก:
1
พฤติการณ์ไม่ใช่การแสดงตนโดยเปิดเผย
การกระทำทั้งหมดไม่ถือว่าเป็นการ "แสดงตนโดยเปิดเผย" เพราะมีเพียงพนักงานโรงแรมกับเพื่อนสนิทคนเดียวที่เห็น กรณีจึงหาใช่เป็นการแสดงตนเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่
2
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทน เพราะไม่ได้ฟ้องหย่านายวิทย์มาด้วย กรณีต้องถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อเหตุแห่งการกระทำทั้งหมดแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 คดีจึงไม่มีมูลให้เรียกร้องค่าทดแทนกันได้อีก

คำถามสำคัญ: ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ ท่านจะหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยในทั้ง 2 ประเด็นได้หรือไม่ อย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้?
กลยุทธ์ต่อสู้: ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีผลชี้ขาดตัดสินคดี
ข้อกฎหมายสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
ให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดย ไม่ต้องมีการฟ้องหย่า เป็นข้อหาหลักก็ได้ และโดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าภริยาได้ให้อภัยสามีแล้วหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการชนะคดี
พฤติการณ์ "แสดงตนโดยเปิดเผย"
แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพียงบุคคลในวงแคบ (เช่น พนักงานโรงแรม หรือเพื่อนสนิทของสามี) แต่หากการแสดงออกนั้นมีลักษณะที่ ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เกินกว่าความสัมพันธ์ทั่วไป ให้ปรากฏแก่บุคคลอื่น (เช่น การเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกัน แล้วถูกพบเห็นในลักษณะกึ่งเปลือย, การโอบกอดในที่สาธารณะ ฯลฯ) ย่อมถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาวต่อหน้าธารกำนัลแล้ว โดยมิพักต้องคำนึงว่ามีผู้พบเห็นเหตุการณ์จำนวนมากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ทนายความโจทก์ควรทำ/แก้ข้อต่อสู้จำเลย
ต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง
ทนายความต้องแถลงย้ำว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้อาศัยสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องฟ้องหย่ามาด้วย โดยอาศัยเหตุตาม มาตรา 1516(1) เสียก่อน
หากแต่โจทก์ฟ้องตามสิทธิใน ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าจะต้องฟ้องหย่ามาด้วย ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยสมบูรณ์
ต่อสู้เรื่องการแสดงตนโดยเปิดเผย
ทนายความต้องนำสืบพยานบุคคล (พนักงานโรงแรมที่เห็นจำเลยกับสามีโจทก์ในสภาพกึ่งเปลือย และเพื่อนร่วมงานของสามีโจทก์ที่เห็นบุคคลทั้งสองโอบกอดหรือแสดงความใกล้ชิดเกินกว่าธรรมดา) รวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ เช่น เอกสารการจองห้องพัก เข้าพัก และชำระค่าที่พักในโรงแรม, ภาพถ่ายหรือคลิปจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงแรม หรือที่ร้านอาหาร ฯลฯ เพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยแสดงตนอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551
"...การที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลย และพนักงานโรงแรม ก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้... กรณีไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516(1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ดังนี้โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง"

หมายเหตุ: คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า การแสดงตนโดยเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อสาธารณชนจำนวนมาก และโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องฟ้องหย่าก่อน
ในโลกที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และคดีความมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
การพึ่งพาความรู้และประสบการณ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป!
หากท่านเป็นทนายความที่ต้องการยกระดับทักษะการทำคดี หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลยุทธ์ หรือกำลังเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และต้องการความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อกฎหมาย/แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา!
สำนักกลยุทธ์และกฎหมาย ๙ ดาวเหนือ
เราคือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนกลยุทธ์ และช่วยท่านสร้างความได้เปรียบในทุกคดี เพื่อนำพาลูกความสู่ชัยชนะ
ติดต่อเราวันนี้ (กดที่เมนู ตรงแถบด้านบน) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาลูกความของท่านไปสู่ความสำเร็จ!
และคุณยังสามารถติดตามข่าวสารความรู้จากปรมาจารย์ด้านกฎหมาย หรือติดต่อเราได้ ในช่องไลน์ทางการ (LINE Official Account) ต่อไปนี้...