



เทียบเคียง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2565

"...แม้ภายหลัง ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิในบ้านส่วนที่เป็นมรดกของ ส. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ ...
… โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าว ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ เนื้อความระบุว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัย ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีข้อความบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแล้วให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ ทั้งการบอกเลิกโดยกำหนดระยะเวลาขนย้ายเพียง ๑๕ วัน นับว่า โจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยน้อยเกินสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๑๓ การบอกเลิกของโจทก็ไม่ชอบ โจทก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบบ้านคืนให้แก่โจทก์ ..."


เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2565 วินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงแต่เฉพาะข้อความซึ่งอ้างว่า จำเลยที่ 1 กล่าวแสดง เพื่อหวังหลอกลวงโจทก์อันเป็นความเท็จ แต่มิได้บรรยายด้วยว่าความจริงเป็นประการใด เป็นคำฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องซึ่งไม่เป็นความผิดได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยมิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ได้รับไปโดยผลจากการหลอกลวงแก่โจทก์ด้วย ศาลไม่อาจพิพากษาหรือมีคำสั่งในส่วนนี้ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง"


"...การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์และทายาทอื่นที่มิได้ให้ความยินยอม เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดก มิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการจัดการมรดกของ พ. โดยมิชอบ แม้จำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของ พ. ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของ ป. ที่ยังคงมีสิทธิรับมรดกของ พ. ในฐานะคู่สมรส ย่อมไม่มีผลให้การจัดการมรดกสิ้นสุดลง อายุความฟ้องคดีจัดการมรดกของโจทก์ยังไม่เริ่มนับและไม่ขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๓ วรรคท้าย…"
"…การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อตนและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ กับ ท. ให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่และ ท. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของ ล. ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของ ป. ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๘ วรรคหนึ่ง แม้จะเป็นการฟ้องเกินกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อ พ. เจ้ามรดกตาย ก็ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคท้าย เพราะการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นลง"



"แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความ ในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย"
"นิติกรรมกู้ยืม เป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการร่วมลงทุน นิติกรรมการกู้เงินย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า 'ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่ง ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ' ทว่าคดีนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาร่วมลงทุน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมูลหนี้เงินกู้ที่โจทก์ฟ้อง"

"การลักทรัพย์ เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์ ทั้งเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง... เมื่อจำเลยมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนป่าให้บุตรชาย มาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะ และมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหาย เพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79"
"แม้จะได้ความว่า จำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาแล้ว… แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุด ทว่ากลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนี โดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย โทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกเนื่องจากถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์ และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72"


ในฐานะทนายความของจำเลยทั้งสอง ท่านจะต่อสู้คดีอย่างไร? ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะคดีนี้? การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ความยินยอมในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ มีผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์หรือไม่ อย่างไร?


วินิจฉัยว่า "ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ ๓ ชดใช้แก่ผู้ร้องนั้น จะต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ ๓ ตามที่ถูกฟ้องเท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้...การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๓ มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ ในฐานะมารดาซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลฯ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐"


"...การที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลย และพนักงานโรงแรม ก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้... กรณีไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516(1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ดังนี้โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง"
