
คำเตือน: เนื้อหาในส่วนนี้ ประยุกต์ใช้กุศโลบายลับทางจิตวิทยา ซึ่งมีพลังในการโน้มน้าวจูงใจผู้คนอย่างยิ่ง โปรดนำไปใช้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
คำว่า "ใช่" มักเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง... แต่คำว่า "ไม่" คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเจรจาที่คุณเป็นผู้คุมเกม

มนุษย์ทุกๆ คนในสถานการณ์ที่ตึงเครียด จะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการทางจิตวิทยา 2 ประการเสมอ คือ ความรู้สึกปลอดภัย (Safety & Security) และ ความรู้สึกมีอำนาจควบคุม (Control)
เมื่อเราพยายามต้อนอีกฝ่ายหนึ่งให้จนด้วยเหตุผล เพื่อให้เขาตอบว่า "ใช่" โดยเร็วตั้งแต่แรก เขาจะรู้สึกอึดอัด ถูกกดดัน และรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย หรือเสียการควบคุม พวกเขาจึงมักเลือกที่จะพูดว่า "ใช่" เพื่อตัดบท แต่ทว่าในใจจริงแล้ว เขาก็ยังคงต่อต้านเรา และไม่ได้คิดที่จะตกลงหรือทำสัญญากับเราจริงๆ จังๆ
ในทางกลับกัน เมื่อคุณมอบ "สิทธิในการปฏิเสธ" ให้แก่อีกฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้น โดยการเปิดโอกาสให้พวกเขาพูดคำว่า "ไม่" ได้อย่างอิสระ สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ:
เนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่าตนเองเป็นผู้คุมสถานการณ์ ตลอดจนมีอำนาจในการปฏิเสธได้เต็มที่
คำว่า "ไม่" จะช่วยดึงข้อโต้แย้ง วาระซ่อนเร้น หรือเหตุผลลึกๆ ที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ปรากฎแก่เราบนโต๊ะเจรจา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการหารือและยุติข้อพิพาทได้อย่างถาวร (ดีกว่าการเสแสร้งตกลงกันแบบผิวเผิน หรือจำยอมเพียงต่อหน้าแบบขอไปที)
คำว่า "ไม่" ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังบอกคุณทางอ้อม เช่นว่า "ฉันต้องการสิ่งอื่น" หรือ "คุณยังไม่ทำให้ฉันไว้วางใจได้มากพอ" หรือ "ฉันยังไม่เข้าใจเงื่อนไขของคุณ" หรือ "ฉันอยากจะปรึกษาคนอื่นด้วย"
ต่อเมื่อคุณสามารถจับสัญญาณและความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้วเท่านั้น คุณจึงจะสามารถหารือและบรรลุข้อตกลงแบบชนะ-ชนะ (win-win) กับอีกฝ่ายหนึ่งได้

เป้าหมายสูงสุดของคุณ จึงไม่ใช่การได้มาซึ่ง Counterfeit Yes (ใช่ แบบจอมปลอม) แต่คือการนำพาทั้งคุณกับคู่สนทนาไปสู่ Commitment Yes (ใช่ แบบผูกพันจริงจัง) อย่างทรงประสิทธิภาพ!
การจะบรรลุได้เป้าหมายสูงสุดดังกล่าวได้นั้น คุณจะต้องเริ่มต้น หรือเปิดบทสนทนาด้วยกุศโลบายทางจิตวิทยาที่กระตุ้นให้คู่สนทนาตอบปฏิเสธว่า "ไม่" เสียก่อน ตามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้…

แทนที่คุณจะถามคำถาม เพื่อให้คู่สนทนาตอบว่า "ใช่" ให้คุณเปลี่ยนโครงสร้างคำถามเสียใหม่ เพื่อให้อีกฝ่ายตอบว่า "ไม่" ได้อย่างสบายใจ
ตัวอย่างที่ 1 เมื่อคุณโทรศัพท์ไปหาคู่สนทนา…
"…คุณพอจะมีเวลาคุยสักครู่ไหมครับ?"
อีกฝ่ายอาจตอบแบบขอไปทีว่า "คุยได้แป๊บเดียวน่ะครับ" เพียงเพื่อรักษามารยาท โดยที่ในใจเขาคิดแต่ว่า ฟังให้ผ่านๆ ไป แล้วก็จะวางสาย
"…นี่เป็นเวลาที่คุณไม่สะดวกจะคุยหรือเปล่าคะ?"
ถ้าเขาตอบกลับมาว่า "ไม่เลยครับ ตอนนี้ผมคุยได้ มีอะไรหรือเปล่าครับ?" ผลในทางจิตวิทยาจะต่างกันมาก ในแบบหลังนี้คู่สนทนาจะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจ และเขาจะรู้สึกว่าต้องตั้งใจฟังคุณ รวมถึงใส่ใจในการสนทนามากกว่าแบบแรก
ตัวอย่างที่ 2 เมื่อคุณจะเริ่มตั้งประเด็น หรือเสนอข้อพิจารณาให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง…
"ผมจะขอเปิดประเด็นสำคัญในเรื่อง……ได้ไหมครับ?"
"จะเป็นความคิดที่แย่เกินไปไหมคะ ถ้าเราจะหยิบประเด็นเรื่อง……มาพิจารณากันสักครั้ง?"
เมื่อลูกความ คู่ค้า หรือคู่กรณีเงียบหายไป ไม่ตอบกลับ ไม่แจ้งหรือดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยรับปากว่าจะทำ!
จงอย่าได้ส่งข้อความไปทวงหรือติดตามงานในเชิงไล่ต้อน แต่ให้สื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ ทว่าทรงพลัง ดังนี้:
"คุณล้มเลิกโครงการ/ข้อตกลงนี้ไปแล้วใช่ไหมคะ?"
สัญชาตญาณมนุษย์ เกลียดการถูกมองว่ายอมแพ้ หรือล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งโอกาส ดังนั้นคำถามข้างต้นจะโน้มนำให้อีกฝ่ายรีบตอบกลับมาทันที เช่นว่า "เปล่าครับ! พอดีผมติดภารกิจอื่นอยู่..." และกระตุ้นให้สิ่งใดๆ ที่เขาเคยติดค้างไว้กับคุณ ได้กลับมาขับเคลื่อนต่อไป!
หากข้อพิพาทในอดีต ได้บ่มเพาะความไม่ไว้วางใจระหว่างกันเป็นอย่างมากตั้งแต่ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา และอีกฝ่ายหนึ่งก็ตั้งกำแพงสูงอยู่ตลอดโดยไม่ยอมเปิดเผยความต้องการ/ความรู้สึกที่แท้จริงออกมา!
ในกรณีเช่นนี้ ให้คุณจงใจตั้งคำถามหรือติดป้ายอารมณ์ที่เกินเลยหรือผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เพื่อให้อีกฝ่ายต้องพูดปฏิเสธ และแก้ความผิดเพี้ยนนั้นด้วยตนเอง เช่น:
"ดูเหมือนว่า…คุณต้องการจะให้การเจรจานี้ล้มเหลว และอยากจะสู้คดีกันไปจนถึงศาลฎีกา อย่างนั้นใช่ไหมครับ?"
แน่นอนว่า คงแทบจะไม่มีใครตอบคุณกลับมาว่า "ใช่เลย ผมอยากให้การเจรจาล้มเหลว และอยากซัดกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง" แต่ที่คุณมักจะได้ยินอีกฝ่ายหนึ่งรีบตอบกลับมา จะเป็นในทำนอง เช่นว่า "ไม่! ผมไม่ได้อยากเสียเงินเสียเวลาขึ้นศาล แต่เงื่อนไขเรื่อง……ที่ลูกความของคุณเคยกำหนดไว้นั้น มันกระทบต่อชีวิตครอบครัวของผม" — และนี่คือวินาทีที่ ความต้องการที่แท้จริง หรือปัจจัยสำคัญจริงๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคู่เจรจา เริ่มถูกเปิดเผยออกมา!
การเจรจาในบริบทกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง หรือการเจรจาลูกความเพื่อปิดดีลว่าจ้าง เทคนิคนี้สามารถพลิกเกมได้อย่างสิ้นเชิง

ทนายความ มักพยายามถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายว่า "ยอมรับเงื่อนไข…นี้ได้ไหมคะ?" หรือ "ตกลงผ่อนผันการชำระเงินจำนวน…และจบเรื่องนี้กันอย่างสันติดีไหมครับ?"
ผลลัพธ์ที่พบบ่อยครั้งคือ จะมีคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตอบว่า "ขอกลับไปคิดดูก่อน" แต่แล้วก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ซึ่งก็เท่ากับว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยล้มเหลวนั่นเอง
ทนายความที่เป็นมือเจรจาไกล่เกลี่ยขั้นเทพ จะเปลี่ยนคำถามเป็นทำนองว่า:
"…จะเป็นความคิดที่แย่เกินไปไหมครับ ถ้าฝ่ายคุณจะลองพิจารณาแผนปรับโครงสร้างหนี้/แผนผ่อนชำระหนี้?…"
ผลลัพธ์: อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตนเองถูกต้อนให้จนมุม แต่กำลังคิดและตัดสินใจให้แก่ตนเองด้วยตนเอง เมื่อเขาคำตอบกลับมาว่า "ไม่ มันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก..." เช่นนี้จะช่วยเปิดประตูสู่การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความที่นำไปสู่ผลชนะ-ชนะ (win-win) ได้จริง
"สัญญาให้คำปรึกษารายปีของเรา ครอบคลุมทุกมิติ และตอบสนองความต้องการของบริษัทคุณได้ครบถ้วน คุณสนใจทำสัญญาและให้เราลงมือทำงานเลยไหมครับ?"
ลูกค้าตอบ: "ร่างสัญญาดู Ok ค่ะ แล้วดิฉันจะชงเรื่องให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณานะคะ" ซึ่งเกือบจะ 100% เป็นการตอบรับว่า "ใช่" แบบผิวเผิน (Counterfeit Yes) ต่อจากนั้นลูกค้าก็มักเงียบหาย
"…กว่าคณะกรรมการบริษัทคุณจะได้พิจารณาร่างสัญญาให้คำปรึกษารายปีที่ผมนำเสนอ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานมากใช่ไหมครับ และบริษัทก็อาจจะไม่แจ้งผลหรือความคืบหน้าแก่ผมด้วยใช่หรือไม่ครับ?"
ผลลัพธ์: ผู้บริหารจะตระหนักด้วยตนเองถึงการรักษาความเป็นมืออาชีพ และมักตอบว่า "ไม่หรอกค่ะ คณะกรรมการบริษัทเราดำเนินการและตัดสินใจรวดเร็ว และดิฉันก็จะแจ้งผลให้คุณทราบอย่างแน่นอน" ในกรณีเช่นนี้ระดับของความผูกพันย่อมมีสูงกว่าแบบแรกมาก
กลยุทธ์ทั้งหมดข้างต้น ไม่ใช่การใช้อุบายจูงใจที่ฉาบฉวย และก็ไม่ใช่การเอาชนะด้วยตรรกะที่แข็งกร้าว แต่อยู่ภายใต้ปรัชญาที่ว่า "นักเจรจาต่อรองชั้นเยี่ยมรู้ดีว่า ตนเองต้องเข้าไปสื่อสารในโลกแห่งความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้จงได้ การเจรจาจึงจะมีโอกาสสำเร็จ"
ความเชี่ยวชาญแต่เพียงในวิชากฎหมาย ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในยุคปัจจุบัน...
หากแต่เป็นความเชี่ยวชาญใน "กลยุทธ์การสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการตลาดที่สะกดผู้ฟัง" ต่างหากที่แยกสำนักงานทนายความชั้นนำ ออกจากสำนักงานทั่วๆ ไป!
เริ่มเลย! คลิกที่ปุ่มต่อไปนี้ เพื่อ…
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก อีกฝ่ายนั่งกอดอก สายตาจ้องจับผิด และปฏิเสธทุกข้อเสนอที่คุณและลูกความพยายามยื่นให้ หรือในบางครั้ง...แม้กระทั่ง "ลูกความของคุณเอง" ก็มองคุณด้วยสายตาระแวง ราวกับตั้งคำถามในใจว่า "ทนายคนนี้กำลังรักษาผลประโยชน์ให้เราจริงๆ หรือแค่เพียงเสนอให้ยอมความเพราะอยากจบงานไวๆ?"
ในโลกแห่งอรรถคดี เรามักถูกสอนให้ต่อสู้ด้วย "ข้อเท็จจริง" และ/หรือ "ข้อกฎหมาย" ทว่าในชีวิตจริงของการทำงาน ทนายความส่วนมากพบว่า ตัวการที่ทำให้การเจรจาสำเร็จหรือพังพินาศ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย... แต่คือ "อารมณ์" ที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจคู่ความแต่ละฝ่าย
เรื่องราวเริ่มต้น ณ อพาร์ตเมนต์สูงในย่านฮาร์เล็ม นิวยอร์ก กลุ่มผู้ต้องหาพร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือ หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวภายในห้องชุดของอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว ทั้งยังจับตัวประกันไว้ และปฏิเสธไม่ยอมเปิดประตู ไม่ยอมมอบตัว บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมพื้นที่ไว้นานหลายชั่วโมง แต่ก็ไร้สัญญาณการตอบสนอง ครั้นจะบุกจู่โจมเข้าไปก็เกรงว่าจะต้องเจ็บตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ตำรวจจึงประสานขอความช่วยเหลือไปยังทีมเจรจาของ FBI
Chris Voss เข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจา เขาไม่ได้พยายามขู่กลุ่มผู้ต้องหาว่าจะใช้กำลังบุกเข้าจับกุม และก็ไม่ได้พยายามใช้เหตุผลโน้มน้าวว่า การมอบตัวจะทำให้โทษเบาลง แต่เขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ เขาเลือกที่จะสะท้อนอารมณ์หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายออกไปตรงๆ ผ่านประตูที่ปิดสนิท เช่น

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผู้ต้องหาก็ขอเปิดประตูเพื่อปล่อยตัวประกัน และจากนั้นก็ยอมเดินออกมาเองเพื่อมอบตัวโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อใดๆ ผู้ต้องหาคนหนึ่งได้กล่าวกับเขาในภายหลังว่า "พวกเราไม่อยากถูกจับ และก็ไม่อยากถูกยิง แต่คุณช่วยให้พวกเราสงบอารมณ์ได้ จนในที่สุดพวกเราก็เห็นพ้องกันว่าตำรวจไม่มีทางปล่อยให้พวกเราหนีไปแน่ พวกเราจึงตัดสินใจยอมมอบตัว"
เหตุการณ์นี้ เผยกลไกของระบบประสาทมนุษย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า:
เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียดหนัก สมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งกระตุ้นความกลัวและความหวาดระแวง จะทำงานเหนือสมองส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นการที่เราพยายามสื่อสารกับเขาด้วยเหตุผลในเวลานั้น จึงมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสร้างเกราะป้องกันที่หนายิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเราใช้วิธี "สะท้อน" หรือ "ติดป้าย" (Labeling) อารมณ์ความรู้สึกของเขาให้แก่เขาเอง สมองส่วนอมิกดาลาของเขาจะคลายตัวลง แล้วเปิดโอกาสให้สมองส่วนคิดเชิงวิเคราะห์ (Prefrontal Cortex) เข้ามาทำหน้าที่แทนได้
ทนายความหลายท่าน ติดนิสัยเริ่มต้นเจรจาต่อรอง ด้วยข้อความทำนองว่า "ผมเห็นว่า…", "ดิฉันรู้สึกว่า…", หรือ "ในมุมมองของผมคือ..." ซึ่งทำให้ฟังดูเหมือนเราเอาแต่จะยัดเยียดหรือใส่ความคิดของเราแก่ผู้อื่น
แต่เทคนิค Labeling คือ การสังเกตและ จับอารมณ์ฝ่ายตรงข้าม แล้วสะท้อนกลับด้วยวลีที่เป็นกลาง เช่น:
เมื่อใช้ถ้อยคำเหล่านี้ อีกฝ่ายจะรู้สึกว่า มีคนตั้งใจฟังและพยายามเข้าใจเขาจริงๆ โดยที่ไม่ได้ทำให้คุณเสียรูปคดีหรือเสียเปรียบในการเจรจาต่อรองแม้แต่น้อย
เทคนิค Accusation Audit เป็นหมากเด็ดที่สุดของ Voss ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ให้คุณนั่งคิดและเขียนรายการ "สิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะคิดอยู่ในใจ หรืออาจถึงขนาดใช้ด่าทอต่อว่าเราได้" หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจาแล้ว ก็ให้เราเป็นฝ่ายชิงพูดสิ่งเหล่านั้นออกมาเองก่อน (Taking the sting out) ก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวขึ้นมาด้วยซ้ำ
เมื่อคู่กรณีได้ยินเราพูดกล่าวหาตัวเราเองในเรื่องร้ายๆ เสียก่อนแล้ว สมองของเขาที่เดิมอยู่ในโหมดอยากจะโต้แย้ง/ก้าวร้าว/โจมตี ก็จะคลายตัวลงทันที ..หรือ.. อาจปรับเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม (คือ ช่วยคัดค้านแทนเราว่า เราคงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น)
ลองมาดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทย ซึ่ง "การไม่ยอมเสียหน้า/เสียความรู้สึก" อาจมีอิทธิพลเหนือกว่าเหตุผลหรือเงินทอง
สถานการณ์: คดีแบ่งมรดกครอบครัว พี่น้องสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรง สมมุติว่าคุณเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลขอให้แบ่งทรัพย์มรดก ฝ่ายจำเลยและทนายความจำเลยตั้งการ์ดสูงมาก เข้ามาในห้องไกล่เกลี่ยด้วยท่าทีแข็งกร้าว เพราะคิดว่าทนายความโจทก์ต้องการฟ้องคดีเพื่อบังคับเอาสมบัติไปทั้งหมด เช่นนี้คุณควรจะทำอย่างไร?
ทนายความ จะชักข้อกฎหมาย/ฎีกาขึ้นมาว่ากล่าว เช่น "ตามพินัยกรรม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา... ตลอดจนแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่… ลูกความผมมีสิทธิได้ทรัพย์มรดกตามฟ้องทั้งหมด หากคุณไม่ยอม เราจำต้องดำเนินคดีและบังคับคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งในที่สุดแล้ว คุณก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์ และเสียเวลาอย่างมากโดยไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด"
ทนายความโจทก์ เปิดบทการสนทนาด้วย Accusation Audit เพื่อถอนพิษออกก่อนทันที เขากล่าวกับฝ่ายจำเลยว่า " ก่อนที่เราจะคุยลงลึกในรายละเอียดกัน ผมอยากจะพูดตรงๆ ครับ... คุณอาจมองว่าผมเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาฟ้อง เพื่อบีบเค้นเอาทรัพย์สินจากคุณไปให้ได้มากที่สุด และคุณก็อาจรู้สึกอีกด้วยว่าทนายความอย่างผมเชื่อใจไม่ได้... "
(เว้นจังหวะ ปล่อยความเงียบไว้ 3-5 วินาที เพื่อให้อารมณ์ซึมซับ)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร? บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที คู่ความฝั่งตรงข้ามที่เดิมพร้อมจะสวนหรือเตรียมการว่าจะต้องโต้เถียงให้หนัก กลับผ่อนคลายลงทันที และพูดขึ้นว่า: "คุณทนาย... จริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าคุณเลวร้ายขนาดนั้นหรอก คุณคงทำไปตามหน้าที่ แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือพี่ชายผมต่างหากที่ไม่เคยมาดูแลแม่เลย แต่กลับจะมาขอแบ่งทรัพย์มรดก..."
ไม่เพียงแต่กับการเจรจาต่อรองระหว่างคู่ความเท่านั้น เทคนิคนี้ยังนำไปใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมกับการปิดดีลลูกความใหม่ และการบริหารความคาดหวังของลูกความของคุณ (Managing Client's Expectation) ตัวอย่างเช่น...
" คุณอาจรู้สึกว่าค่าบริการที่ผมกำลังจะนำเสนอนั้น สูงกว่าท้องตลาด และกังวลว่าจ่ายไปแล้วจะคุ้มค่ากับผลคดีหรือไม่... "
ลูกความจะรู้สึกทันทีว่าทนายคนนี้ซื่อตรง จริงใจ และเข้าใจความกังวลของเขา ดังนั้นเขาจึงพร้อมจะเปิดใจรับฟังวิธีคิดราคาและการทำงานของคุณ
" ดูเหมือนคุณกำลังคาดหวังว่าเราจะชนะคดี 100% แต่ผมจำต้องพูดตรงๆ แม้อาจทำให้คุณคิดว่าผมมองโลกในแง่ร้าย... แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ คือจุดอ่อนสำคัญของพยานหลักฐานที่เราต้องรับรู้และรับมือ... "

การเป็นทนายความที่เก่งฉกาจ ไม่ได้วัดกันที่การจำตัวบทกฎหมายได้แม่นยำที่สุดเท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ "ความสามารถในการอ่านใจคน การสื่อสารเพื่อสร้างความไว้วางใจ และการนำเสนอคุณค่าของตนเองให้ลูกความได้รับรู้"
ดังนั้น หากคุณคือทนายความ หรือสำนักงานกฎหมายที่ต้องการจะ...
อย่าผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป! ถึงเวลาแล้วที่คุณจะติดต่อหาเรา เพราะเราช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย ประหยัด คุ้มค่า และพิสูจน์ผลได้จริงมานับครั้งไม่ถ้วน โปรดคลิกที่ปุ่มต่อไปนี้เพื่อ…
…เพราะในโลกกฎหมายยุคใหม่ ผู้ที่เข้าใจจิตวิทยาการสื่อสาร คือผู้ที่ครองความได้เปรียบในทุกสนามการเจรจา
คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งในการเจรจาหารือ หรือการต่อรองกับคู่ความหรือตัวความในคดีสำคัญที่มีเดิมพันสูง ยิ่งเรางัดข้อกฎหมายและเหตุผลมาโต้เถียงมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายกลับยิ่งตั้งการ์ดสูงขึ้น ยิ่งต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น และบทสนทนาก็ดูเหมือนจะดิ่งเหวจนกู่ไม่กลับ ?
แล้ว FBI ทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ?
เช้าวันที่ 30 กันยายน 1993 ณ ธนาคาร Chase Manhattan ย่านบรูคลิน นครนิวยอร์ก สัญญาณเตือนภัยดังระงมขึ้น เมื่อโจรปล้นธนาคารสวมหน้ากาก 2 คน ได้จับตัวประกันไว้ข้างใน
นี่คือภารกิจแรกของ Chris Voss (คริส วอสส์) เจ้าหน้าที่ FBI ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน
ในช่วงต้น หัวหน้าโจรพยายามสร้างเรื่องลวงทีม FBI โดยอ้างว่าเขาไม่ใช่ผู้มีอำนาจสั่งการ หากแต่เป็น "พรรคพวกชาวต่างชาติหัวรุนแรง และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้" ซึ่งเป็นคนควบคุมและตัดสินใจทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ FBI หวั่นเกรงว่าตัวประกันจะตกเป็นอันตรายจนไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม และเพื่อซื้อเวลาเตรียมการหลบหนี
ทุกครั้งที่หัวหน้าโจรพูดประโยคข่มขู่ หรืออ้างถึงบุคคลที่สาม เช่น "หากคุณไม่เปิดทางและจัดหารถยนต์ให้เราขับออกไปจากที่นี่ได้ บอสของผมข้างในเขาพร้อมจะยิงตัวประกัน เพราะเขากำลังโมโหมาก!"
Voss จะไม่ปฏิเสธ ไม่โต้เถียง แต่จะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้ม นุ่มนวล สไตล์ดีเจวิทยุยามดึก (Late-Night FM DJ Voice) โดยสะท้อนคำหรือวลีสุดท้ายของคู่สนทนากลับไป คือ
Voss: "...บอสข้างในกำลังโมโหมาก?" (แล้วเงียบ)
ความเงียบที่ตามมา บีบให้หัวหน้าโจรจำต้องพูดรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อกลบความเงียบและ เมื่อโจรพูดต่อว่า "ใช่! เขาเป็นคนสั่งทุกอย่าง ผมไม่ได้อยากยิงตัวประกัน แต่พวกนั้นควบคุมสถานการณ์อยู่" Voss ก็สะท้อนคำกลับไปอีกครั้ง คือ
Voss: "...พวกนั้นควบคุมสถานการณ์อยู่?" (แล้วเงียบ)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น: ด้วยการใช้น้ำเสียงนุ่มนวลบวกกับเทคนิค Mirroring และความเงียบเชิงกลยุทธ์ (Strategic Silence) เพียงไม่นาน โจรปล้นธนาคารก็เผลอพูดสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง จนกลอุบายแตก! และ Voss ก็ได้ค้นพบความจริง (หรือที่เขาใช้คำศัพท์ว่า ค้นพบ "หงส์ดำ" หรือ Black Swan) ว่าแท้จริงแล้วไม่มี "พรรคพวกหัวสุดโต่ง" ใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงโจรสองคนที่กำลังลนลาน กลัวถูกตำรวจวิสามัญหากเหตุการณ์บานปลายหรือมีตัวประกันได้รับอันตราย แต่ก็ไม่อยากยอมจำนน
การที่ Voss จับโกหกได้โดยไม่ต้องโต้เถียงกันตรงๆ เช่นว่านี้ ทำให้ FBI สามารถคุมสภาพแวดล้อม และประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กับมั่นใจได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การยื้อเวลาให้คนร้ายเหนื่อยอ่อน จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันทั้งหมดอย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครเสียชีวิต
หลักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมมนุษย์ บ่งชี้ว่า เราจะรู้สึกปลอดภัย คุ้นเคย หรือไว้วางใจมากขึ้น เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับตัวเรา ไม่ว่าจะด้วยคำพูด การกระทำ หรือภาษากาย
ตำราเจรจาต่อรองของ FBI ได้นำหลักดังกล่าว มาปรับปรุงให้คมกริบและตรงเป้ามากขึ้น จนเกิดเป็น "เทคนิค Mirroring" โดยออกแบบมาให้เน้นที่เฉพาะ "คำพูด" เท่านั้น
จงพูดทวนประโยคหรือวลีสำคัญตอนสุดท้ายที่คู่สนทนาเพิ่งกล่าวจบ โดยใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล สุขุม ด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำเหมือนดีเจรายการวิทยุช่วงดึก (Late-Night FM DJ Voice) จากนั้นให้ทิ้งจังหวะเงียบอย่างสงบ

หัวใจสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่แค่การพูดทวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ "ความเงียบ" (Strategic Silence) หลังจากนั้นด้วย!
เมื่อคุณทวนคำพูด แล้วปล่อยให้ประโยคนั้นค้างอยู่ในอากาศ แรงกดดันทางจิตวิทยาจะบีบให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกโดยธรรมชาติว่า เขาจำเป็นต้องขยายความในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป โดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากซักถามอีก และคุณก็ไม่จำต้องใช้คำถามปลายปิดว่า "ใช่หรือไม่" ซึ่งมีข้อด้อยตรงที่มักจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายตั้งการ์ดระวังตัว หรือเกิดความรู้สึกต่อต้าน
งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ในร้านอาหารพบว่า พนักงานเสิร์ฟที่ใช้เทคนิคพูดทวนคำสั่งอาหารของลูกค้า โดยตอบกลับไปแบบ "คำต่อคำ" จะได้รับทิปมากกว่าพนักงานเสิร์ฟที่ใช้คำตอบทั่วไปอย่างเช่น "ได้เลยครับ" หรือ "ไม่มีปัญหาครับ" อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้เนื่องจาก สมองมนุษย์ ถูกสร้างมาให้รู้สึกไว้วางใจกับคำหรือข้อความที่สะท้อนความเป็นตัวของเขาเอง มากกว่าคำหรือข้อความอย่างอื่น
ในโลกของคดีความ ซึ่งมีข้อพิพาทต่างๆ นานา ลูกความหรือคู่กรณีมักเผชิญกับสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Hostage Mentality หรือ ความรู้สึกว่าตนกำลังสูญเสียการควบคุมในชีวิต
ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ จึงมักจะเป็นการตั้งการ์ดป้องกันตัวอย่างสุดโต่ง และต่อต้านฝ่ายอื่นๆ จนอาจถึงขนาดระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด และแสดงท่าทางปรปักษ์อย่างรุนแรง
เทคนิค Mirroring จึงเป็นกุศโลบายคืน "ความรู้สึกมีอำนาจควบคุม" ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทางอ้อม เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้เขาได้อธิบายและนำทิศทางของบทสนทนาด้วยตัวเขาเอง สิ่งนี้จะช่วยให้เขาลดการป้องกันตัว หรือลดความรู้สึกต่อต้านลงได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อให้เห็นภาพการนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทกฎหมายไทย ลองดูตัวอย่างสถานการณ์จริง ดังต่อไปนี้
ลูกความเดินเข้ามาสีหน้าเครียด เพราะถูกลูกหนี้เงินกู้เบี้ยวหนี้ และพูดกับทนายความด้วยน้ำเสียงดุดัน...
- ลูกความ: " ทนายครับ ผมต้องการฟ้องไอ้หมอนี่! มันยืมเงินผมไป 750,000 บาท มีเอกสารสัญญากู้ชัดเจน ลงชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายครบถ้วน แต่มันกลับเบี้ยวหนี้หน้าตาเฉย ไม่ชำระคืนผมแม้แต่บาทเดียว "
- ทนายความ (แบบโบราณ): " ฟ้องได้เลยค่ะ คุณมีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เรามีโอกาสชนะเห็นๆ และสามารถบังคับเอาเงิน 750,000 บาท กลับคืนมาทุกบาททุกสตางค์ พร้อมดอกเบี้ยด้วย " (สังเกตว่า ทนายความรีบด่วนวินิจฉัยหรือสรุป โดยไม่ทราบความจริงเชิงลึกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เพลี่ยงพล้ำในทางคดีได้อย่างมาก)
แต่ถ้าเป็นเทคนิค Mirroring ทนายความควรใช้น้ำเสียงนุ่มนวล สุขุม สะท้อนคำพูดหรือวลีสุดท้ายของลูกความ จากนั้นให้นิ่งเงียบ...
- ทนายความ (แบบ Mirroring): " ...ลูกหนี้ไม่ชำระคืนแม้แต่บาทเดียว? " (แล้วเว้นจังหวะเงียบ 3 วินาที)
- ลูกความ: " ...เอ่อ คือว่า ผมได้รับดอกเบี้ยรายเดือนมาบางส่วนเท่านั้น สัญญากำหนดดอกเบี้ยไว้ที่ 5% ต่อเดือน ลูกหนี้มันจ่ายผมมาแค่ 4 หรือ 5 เดือนเอง "
ผลลัพธ์: เทคนิคสะท้อนคำ ทำให้ทนายความได้ทราบข้อเท็จจริงเบื้องลึกมากขึ้น ในกรณีข้างต้นนี้ การคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินที่ร้อยละ 5 ต่อเดือน ถือเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และต้องตกเป็นโมฆะ ดังนั้นรูปคดีจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทนายความก็จะต้องค่อยๆ อธิบายให้ลูกความทราบถึงผลทางกฎหมายก่อนการนำคดีขึ้นสู่ศาล
ในห้องเจรจาความแพ่ง กรณีผิดสัญญาซื้อขายมูลค่าหลายสิบล้านบาท ตัวแทนฝ่ายจำเลยยืนยันแข็งกร้าว...
แต่ถ้าเป็นเทคนิค Mirroring ทนายความควรมองตาคู่กรณี แล้วทวนคำของเขาออกมาง่ายๆ…
- ทนายความ (แบบ Mirroring): " ...จะไม่จ่ายเกิน 3 ล้านบาทโดยเด็ดขาด? " (แล้วเว้นจังหวะเงียบ)
- ตัวแทนจำเลย: " …คือว่า กระแสเงินสดของเราตึงมือมากในไตรมาสนี้ ซ้ำร้ายสินค้าล็อตก่อนของพวกคุณก็มีปัญหาจากการที่คุณชะลอการส่งมอบเสียด้วย... "
ผลลัพธ์: เทคนิคสะท้อนคำ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มคาย "ความลับ" อันเป็นสาเหตุที่แท้จริง (ปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และข้อต่อสู้ในเรื่องการส่งมอบสินค้าซึ่งเขาอาจใช้อ้างในชั้นศาล) เช่นนี้ทนายความฝ่ายเราย่อมวางกลยุทธ์ที่ได้ผลหรือตรงจุดมากขึ้น เช่น ยื่นข้อเสนอให้จำเลยผ่อนชำระได้จนถึงไตรมาสถัดไป หรือเสนอว่าจะกลับมาส่งมอบสินค้าแก่จำเลย เพื่อให้จำเลยยอมชำระหนี้เต็มจำนวน
😒 อย่างไรก็ตาม ทนายความส่วนมาก พยายามปิดการขายด้วยการพูดนำเสนอคุณวุฒิ คุณสมบัติ และประสบการณ์ของตน ตลอดจนขีดความสามารถหรือบริการในสำนักงานของตน โดยหวังจะทำให้ "ว่าที่ลูกความ" ชื่นชม แล้วนำไปสู่การตัดสินใจเลือกในที่สุด
🤔 แต่ ทนายความที่ชำนาญและมีไหวพริบเรื่องการตลาด จะไม่เริ่มต้นด้วยการนำเสนอบริการในทันทีหรือโฆษณาตนเองโดยทันที แต่จะพยายามค้นหาความต้องการที่แท้จริงในส่วนลึกของจิตใจของ "ว่าที่ลูกความ" เสียก่อน แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้มาประกอบเป็นคำเสนอที่โดนใจลูกความ เทคนิค Mirroring จึงมีพลังอย่างมากสำหรับทนายความในการเปิดใจลูกความ หรือทำให้ลูกความยอมเปิดเผยความจริง ดังเช่นกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว
หากวันนี้ คุณประสบความยากลำบากในการเจรจาต่อรอง หรือการโน้มน้าวจูงใจ หรือการหาลูกความและปิดการขาย ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะให้เราช่วยขจัดปัญหา เพราะในเกมชีวิตและตลาดวิชาชีพกฎหมาย การนิ่งเฉยต่อจุดอ่อน เท่ากับการเดินถอยหลังลงคลอง!
ประมวลกฎและเทคนิค