ประมวลกฎและเทคนิค

การเจรจาต่อรอง ขั้นสูงระดับสากล


คำเตือน: เนื้อหาในส่วนนี้ ประยุกต์ใช้กุศโลบายลับทางจิตวิทยา ซึ่งมีพลังในการโน้มน้าวจูงใจผู้คนอย่างยิ่ง โปรดนำไปใช้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม

อย่าหลงดีใจ เมื่อคู่กรณีตอบกลับหรือยอมรับว่า "ใช่" !


การแสวงหาคำตอบปฎิเสธว่า "ไม่" ต่างหาก จึงเป็นเคล็ดวิชาขั้นสูงสุด ในการเจรจาต่อรองของทนายความชั้นนำ

คำว่า "ใช่" มักเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง... แต่คำว่า "ไม่" คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเจรจาที่คุณเป็นผู้คุมเกม

คุณเคยเจอเหตุการณ์ทำนองดังต่อไปนี้ ในการทำงานบ้างไหม?

  • ในห้องไกล่เกลี่ย อีกฝ่ายหนึ่งพยักหน้า และตอบรับทางวาจาว่า "ใช่ครับ เอาตามนั้นก็ได้" แต่พอออกจากห้องไปแล้ว เขากลับเงียบหาย ไม่ยอมเข้ามาลงนามทำหนังสือประนีประนอมยอมความ!
  • คุณเสนอตัวเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย (Retainer Agreement) ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ เขานั่งฟังจนจบแล้วบอกกับคุณว่า "ดีครับ ข้อเสนอของคุณเข้าท่า ผมขอเวลาไปกลับคิดดูสักหน่อยนะ" แต่หลังจากนั้น เขาก็ไม่ติดต่อคุณอีกเลย!

ในหนังสือขายดีอันดับหนึ่งชื่อ "Start with No" ของนักเจรจาต่อรองระดับท็อปของโลกอย่าง Jim Camp เขาได้เผยเคล็ดลับว่า…

ทำไมคำว่า "ใช่" ถึงลวงตา... แต่ทำไมคำว่า "ไม่" จึงทรงพลัง?

มนุษย์ทุกๆ คนในสถานการณ์ที่ตึงเครียด จะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการทางจิตวิทยา 2 ประการเสมอ คือ ความรู้สึกปลอดภัย (Safety & Security) และ ความรู้สึกมีอำนาจควบคุม (Control)

เมื่อเราพยายามต้อนอีกฝ่ายหนึ่งให้จนด้วยเหตุผล เพื่อให้เขาตอบว่า "ใช่" โดยเร็วตั้งแต่แรก เขาจะรู้สึกอึดอัด ถูกกดดัน และรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย หรือเสียการควบคุม พวกเขาจึงมักเลือกที่จะพูดว่า "ใช่" เพื่อตัดบท แต่ทว่าในใจจริงแล้ว เขาก็ยังคงต่อต้านเรา และไม่ได้คิดที่จะตกลงหรือทำสัญญากับเราจริงๆ จังๆ

ในทางกลับกัน เมื่อคุณมอบ "สิทธิในการปฏิเสธ" ให้แก่อีกฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้น โดยการเปิดโอกาสให้พวกเขาพูดคำว่า "ไม่" ได้อย่างอิสระ สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ:

1

กำแพงปิดกั้นในใจของเขาจะลดลง

เนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่าตนเองเป็นผู้คุมสถานการณ์ ตลอดจนมีอำนาจในการปฏิเสธได้เต็มที่

2

ความจริงจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย

คำว่า "ไม่" จะช่วยดึงข้อโต้แย้ง วาระซ่อนเร้น หรือเหตุผลลึกๆ ที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ปรากฎแก่เราบนโต๊ะเจรจา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการหารือและยุติข้อพิพาทได้อย่างถาวร (ดีกว่าการเสแสร้งตกลงกันแบบผิวเผิน หรือจำยอมเพียงต่อหน้าแบบขอไปที)

3

นำไปสู่การพูดคุย เพื่อหาทางแก้/ทางออกที่ได้ผลจริง

คำว่า "ไม่" ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังบอกคุณทางอ้อม เช่นว่า "ฉันต้องการสิ่งอื่น" หรือ "คุณยังไม่ทำให้ฉันไว้วางใจได้มากพอ" หรือ "ฉันยังไม่เข้าใจเงื่อนไขของคุณ" หรือ "ฉันอยากจะปรึกษาคนอื่นด้วย"

ต่อเมื่อคุณสามารถจับสัญญาณและความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้วเท่านั้น คุณจึงจะสามารถหารือและบรรลุข้อตกลงแบบชนะ-ชนะ (win-win) กับอีกฝ่ายหนึ่งได้

คำว่า "ใช่" 3 ประเภท ที่คุณต้องแยกให้ออก

เป้าหมายสูงสุดของคุณ จึงไม่ใช่การได้มาซึ่ง Counterfeit Yes (ใช่ แบบจอมปลอม) แต่คือการนำพาทั้งคุณกับคู่สนทนาไปสู่ Commitment Yes (ใช่ แบบผูกพันจริงจัง) อย่างทรงประสิทธิภาพ!

การจะบรรลุได้เป้าหมายสูงสุดดังกล่าวได้นั้น คุณจะต้องเริ่มต้น หรือเปิดบทสนทนาด้วยกุศโลบายทางจิตวิทยาที่กระตุ้นให้คู่สนทนาตอบปฏิเสธว่า "ไม่" เสียก่อน ตามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้…

ศิลปะขั้นสูงในการแสวงหาคำตอบปฎิเสธ เพื่อเปิดใจคู่สนทนา

1. ใช้คำถามที่มุ่งสู่คำตอบปฏิเสธ (No-Oriented Questions)

แทนที่คุณจะถามคำถาม เพื่อให้คู่สนทนาตอบว่า "ใช่" ให้คุณเปลี่ยนโครงสร้างคำถามเสียใหม่ เพื่อให้อีกฝ่ายตอบว่า "ไม่" ได้อย่างสบายใจ

ตัวอย่างที่ 1 เมื่อคุณโทรศัพท์ไปหาคู่สนทนา…

แบบไร้ศิลปะ (และอาจได้มาซึ่งคำตอบว่า "ใช่" แบบจอมปลอม)

"…คุณพอจะมีเวลาคุยสักครู่ไหมครับ?"

อีกฝ่ายอาจตอบแบบขอไปทีว่า "คุยได้แป๊บเดียวน่ะครับ" เพียงเพื่อรักษามารยาท โดยที่ในใจเขาคิดแต่ว่า ฟังให้ผ่านๆ ไป แล้วก็จะวางสาย

แบบมีศิลปะ+กุศโลบายทางจิตวิทยา (เพื่อให้คู่สนทนาตอบว่า "ไม่")

"…นี่เป็นเวลาที่คุณไม่สะดวกจะคุยหรือเปล่าคะ?"

ถ้าเขาตอบกลับมาว่า "ไม่เลยครับ ตอนนี้ผมคุยได้ มีอะไรหรือเปล่าครับ?" ผลในทางจิตวิทยาจะต่างกันมาก ในแบบหลังนี้คู่สนทนาจะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจ และเขาจะรู้สึกว่าต้องตั้งใจฟังคุณ รวมถึงใส่ใจในการสนทนามากกว่าแบบแรก

ตัวอย่างที่ 2 เมื่อคุณจะเริ่มตั้งประเด็น หรือเสนอข้อพิจารณาให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง…

แบบไร้ศิลปะ (และอาจได้มาซึ่งคำตอบว่า "ใช่" แบบจอมปลอม)

"ผมจะขอเปิดประเด็นสำคัญในเรื่อง……ได้ไหมครับ?"

แบบมีศิลปะ (กระตุ้นให้ได้คำตอบว่า "ไม่")

"จะเป็นความคิดที่แย่เกินไปไหมคะ ถ้าเราจะหยิบประเด็นเรื่อง……มาพิจารณากันสักครั้ง?"

2. เทคนิคกระตุ้นคนที่เคยรับปากคุณไว้ แต่ไม่ติดต่อกลับ

เมื่อลูกความ คู่ค้า หรือคู่กรณีเงียบหายไป ไม่ตอบกลับ ไม่แจ้งหรือดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยรับปากว่าจะทำ!

จงอย่าได้ส่งข้อความไปทวงหรือติดตามงานในเชิงไล่ต้อน แต่ให้สื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ ทว่าทรงพลัง ดังนี้:

"คุณล้มเลิกโครงการ/ข้อตกลงนี้ไปแล้วใช่ไหมคะ?"

สัญชาตญาณมนุษย์ เกลียดการถูกมองว่ายอมแพ้ หรือล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งโอกาส ดังนั้นคำถามข้างต้นจะโน้มนำให้อีกฝ่ายรีบตอบกลับมาทันที เช่นว่า "เปล่าครับ! พอดีผมติดภารกิจอื่นอยู่..." และกระตุ้นให้สิ่งใดๆ ที่เขาเคยติดค้างไว้กับคุณ ได้กลับมาขับเคลื่อนต่อไป!


3. เทคนิคจงใจติดป้ายชื่อผิด (Intentional Mislabeling)

หากข้อพิพาทในอดีต ได้บ่มเพาะความไม่ไว้วางใจระหว่างกันเป็นอย่างมากตั้งแต่ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา และอีกฝ่ายหนึ่งก็ตั้งกำแพงสูงอยู่ตลอดโดยไม่ยอมเปิดเผยความต้องการ/ความรู้สึกที่แท้จริงออกมา!

ในกรณีเช่นนี้ ให้คุณจงใจตั้งคำถามหรือติดป้ายอารมณ์ที่เกินเลยหรือผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เพื่อให้อีกฝ่ายต้องพูดปฏิเสธ และแก้ความผิดเพี้ยนนั้นด้วยตนเอง เช่น:

"ดูเหมือนว่า…คุณต้องการจะให้การเจรจานี้ล้มเหลว และอยากจะสู้คดีกันไปจนถึงศาลฎีกา อย่างนั้นใช่ไหมครับ?"

แน่นอนว่า คงแทบจะไม่มีใครตอบคุณกลับมาว่า "ใช่เลย ผมอยากให้การเจรจาล้มเหลว และอยากซัดกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง" แต่ที่คุณมักจะได้ยินอีกฝ่ายหนึ่งรีบตอบกลับมา จะเป็นในทำนอง เช่นว่า "ไม่! ผมไม่ได้อยากเสียเงินเสียเวลาขึ้นศาล แต่เงื่อนไขเรื่อง……ที่ลูกความของคุณเคยกำหนดไว้นั้น มันกระทบต่อชีวิตครอบครัวของผม" — และนี่คือวินาทีที่ ความต้องการที่แท้จริง หรือปัจจัยสำคัญจริงๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคู่เจรจา เริ่มถูกเปิดเผยออกมา!

กรณีศึกษาจริงในประเทศไทย: การประยุกต์ใช้กับ "วิชาชีพทนายความ"

การเจรจาในบริบทกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง หรือการเจรจาลูกความเพื่อปิดดีลว่าจ้าง เทคนิคนี้สามารถพลิกเกมได้อย่างสิ้นเชิง

สถานการณ์ที่ 1 การไกล่เกลี่ยคดีแพ่งก่อนฟ้อง

แบบไร้ศิลปะ

ทนายความ มักพยายามถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายว่า "ยอมรับเงื่อนไข…นี้ได้ไหมคะ?" หรือ "ตกลงผ่อนผันการชำระเงินจำนวน…และจบเรื่องนี้กันอย่างสันติดีไหมครับ?"

ผลลัพธ์ที่พบบ่อยครั้งคือ จะมีคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตอบว่า "ขอกลับไปคิดดูก่อน" แต่แล้วก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ซึ่งก็เท่ากับว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยล้มเหลวนั่นเอง

แบบมีศิลปะ โดยการนำเทคนิคกระตุ้นคำตอบว่า "ไม่" มาประยุกต์ใช้

ทนายความที่เป็นมือเจรจาไกล่เกลี่ยขั้นเทพ จะเปลี่ยนคำถามเป็นทำนองว่า:

"…จะเป็นความคิดที่แย่เกินไปไหมครับ ถ้าฝ่ายคุณจะลองพิจารณาแผนปรับโครงสร้างหนี้/แผนผ่อนชำระหนี้?…"

ผลลัพธ์: อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตนเองถูกต้อนให้จนมุม แต่กำลังคิดและตัดสินใจให้แก่ตนเองด้วยตนเอง เมื่อเขาคำตอบกลับมาว่า "ไม่ มันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก..." เช่นนี้จะช่วยเปิดประตูสู่การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความที่นำไปสู่ผลชนะ-ชนะ (win-win) ได้จริง

สถานการณ์ที่ 2 การเสนอร่างสัญญาให้คำปรึกษากฎหมาย (Legal Retainer) แก่ลูกค้าบริษัทเอกชน

แบบไร้ศิลปะ

"สัญญาให้คำปรึกษารายปีของเรา ครอบคลุมทุกมิติ และตอบสนองความต้องการของบริษัทคุณได้ครบถ้วน คุณสนใจทำสัญญาและให้เราลงมือทำงานเลยไหมครับ?"

ลูกค้าตอบ: "ร่างสัญญาดู Ok ค่ะ แล้วดิฉันจะชงเรื่องให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณานะคะ" ซึ่งเกือบจะ 100% เป็นการตอบรับว่า "ใช่" แบบผิวเผิน (Counterfeit Yes) ต่อจากนั้นลูกค้าก็มักเงียบหาย

แบบมีศิลปะ โดยการนำเทคนิคกระตุ้นคำตอบว่า "ไม่" มาประยุกต์ใช้

"…กว่าคณะกรรมการบริษัทคุณจะได้พิจารณาร่างสัญญาให้คำปรึกษารายปีที่ผมนำเสนอ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานมากใช่ไหมครับ และบริษัทก็อาจจะไม่แจ้งผลหรือความคืบหน้าแก่ผมด้วยใช่หรือไม่ครับ?"

ผลลัพธ์: ผู้บริหารจะตระหนักด้วยตนเองถึงการรักษาความเป็นมืออาชีพ และมักตอบว่า "ไม่หรอกค่ะ คณะกรรมการบริษัทเราดำเนินการและตัดสินใจรวดเร็ว และดิฉันก็จะแจ้งผลให้คุณทราบอย่างแน่นอน" ในกรณีเช่นนี้ระดับของความผูกพันย่อมมีสูงกว่าแบบแรกมาก

แก่นแท้แห่งหลักวิชานี้ คือ "Negotiate in Their World" (เจรจาในโลกของอีกฝ่าย)

กลยุทธ์ทั้งหมดข้างต้น ไม่ใช่การใช้อุบายจูงใจที่ฉาบฉวย และก็ไม่ใช่การเอาชนะด้วยตรรกะที่แข็งกร้าว แต่อยู่ภายใต้ปรัชญาที่ว่า "นักเจรจาต่อรองชั้นเยี่ยมรู้ดีว่า ตนเองต้องเข้าไปสื่อสารในโลกแห่งความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้จงได้ การเจรจาจึงจะมีโอกาสสำเร็จ"

ยกระดับวิชาชีพของคุณ ด้วยการสื่อสารที่เข้าถึงผู้ฟังและปิดดีลได้จริง!

ความเชี่ยวชาญแต่เพียงในวิชากฎหมาย ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในยุคปัจจุบัน...

หากแต่เป็นความเชี่ยวชาญใน "กลยุทธ์การสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการตลาดที่สะกดผู้ฟัง" ต่างหากที่แยกสำนักงานทนายความชั้นนำ ออกจากสำนักงานทั่วๆ ไป!

เริ่มเลย! คลิกที่ปุ่มต่อไปนี้ เพื่อ…

เปลี่ยน "คู่ความที่ปิดประตูใส่กัน" ให้เป็น "คู่ความที่ตกลงกันได้"!


เจาะลึก "เทคนิคคล้องใจ" (Tactical Empathy) จาก FBI สู่วิชาชีพทนายความ!

ในห้องไกล่เกลี่ยคดี คุณเคยเจอบรรยากาศต่อไปนี้บ้างหรือไม่?

บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก อีกฝ่ายนั่งกอดอก สายตาจ้องจับผิด และปฏิเสธทุกข้อเสนอที่คุณและลูกความพยายามยื่นให้ หรือในบางครั้ง...แม้กระทั่ง "ลูกความของคุณเอง" ก็มองคุณด้วยสายตาระแวง ราวกับตั้งคำถามในใจว่า "ทนายคนนี้กำลังรักษาผลประโยชน์ให้เราจริงๆ หรือแค่เพียงเสนอให้ยอมความเพราะอยากจบงานไวๆ?"

ในโลกแห่งอรรถคดี เรามักถูกสอนให้ต่อสู้ด้วย "ข้อเท็จจริง" และ/หรือ "ข้อกฎหมาย" ทว่าในชีวิตจริงของการทำงาน ทนายความส่วนมากพบว่า ตัวการที่ทำให้การเจรจาสำเร็จหรือพังพินาศ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย... แต่คือ "อารมณ์" ที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจคู่ความแต่ละฝ่าย

หลักจิตวิทยาของ FBI - ทำไมการใช้เหตุผลอย่างเดียวจึงไม่ได้ผล?

เรื่องราวเริ่มต้น ณ อพาร์ตเมนต์สูงในย่านฮาร์เล็ม นิวยอร์ก กลุ่มผู้ต้องหาพร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือ หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวภายในห้องชุดของอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว ทั้งยังจับตัวประกันไว้ และปฏิเสธไม่ยอมเปิดประตู ไม่ยอมมอบตัว บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมพื้นที่ไว้นานหลายชั่วโมง แต่ก็ไร้สัญญาณการตอบสนอง ครั้นจะบุกจู่โจมเข้าไปก็เกรงว่าจะต้องเจ็บตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ตำรวจจึงประสานขอความช่วยเหลือไปยังทีมเจรจาของ FBI

Chris Voss เข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจา เขาไม่ได้พยายามขู่กลุ่มผู้ต้องหาว่าจะใช้กำลังบุกเข้าจับกุม และก็ไม่ได้พยายามใช้เหตุผลโน้มน้าวว่า การมอบตัวจะทำให้โทษเบาลง แต่เขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ เขาเลือกที่จะสะท้อนอารมณ์หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายออกไปตรงๆ ผ่านประตูที่ปิดสนิท เช่น

  • " ดูเหมือนพวกคุณจะไม่อยากออกมา... "
  • " ดูเหมือนพวกคุณกำลังกลัวว่า ถ้าประตูถูกพังลงเมื่อใดแล้ว พวกเราจะบุกเข้าไประดมยิง… และดูท่าแล้วพวกคุณคงไม่อยากกลับเข้าคุก… "

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผู้ต้องหาก็ขอเปิดประตูเพื่อปล่อยตัวประกัน และจากนั้นก็ยอมเดินออกมาเองเพื่อมอบตัวโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อใดๆ ผู้ต้องหาคนหนึ่งได้กล่าวกับเขาในภายหลังว่า "พวกเราไม่อยากถูกจับ และก็ไม่อยากถูกยิง แต่คุณช่วยให้พวกเราสงบอารมณ์ได้ จนในที่สุดพวกเราก็เห็นพ้องกันว่าตำรวจไม่มีทางปล่อยให้พวกเราหนีไปแน่ พวกเราจึงตัดสินใจยอมมอบตัว"

เหตุการณ์นี้ เผยกลไกของระบบประสาทมนุษย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า:

เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียดหนัก สมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งกระตุ้นความกลัวและความหวาดระแวง จะทำงานเหนือสมองส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นการที่เราพยายามสื่อสารกับเขาด้วยเหตุผลในเวลานั้น จึงมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสร้างเกราะป้องกันที่หนายิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเราใช้วิธี "สะท้อน" หรือ "ติดป้าย" (Labeling) อารมณ์ความรู้สึกของเขาให้แก่เขาเอง สมองส่วนอมิกดาลาของเขาจะคลายตัวลง แล้วเปิดโอกาสให้สมองส่วนคิดเชิงวิเคราะห์ (Prefrontal Cortex) เข้ามาทำหน้าที่แทนได้

เทคนิคคล้องใจ 2 แบบ ที่ทนายความไทยต้องมีติดตัว

1

Labeling (การติดป้ายชื่ออารมณ์): เปลี่ยนแรงปะทะ ให้เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ

ทนายความหลายท่าน ติดนิสัยเริ่มต้นเจรจาต่อรอง ด้วยข้อความทำนองว่า "ผมเห็นว่า…", "ดิฉันรู้สึกว่า…", หรือ "ในมุมมองของผมคือ..." ซึ่งทำให้ฟังดูเหมือนเราเอาแต่จะยัดเยียดหรือใส่ความคิดของเราแก่ผู้อื่น

แต่เทคนิค Labeling คือ การสังเกตและ จับอารมณ์ฝ่ายตรงข้าม แล้วสะท้อนกลับด้วยวลีที่เป็นกลาง เช่น:

  • " ดูเหมือนว่าคุณกำลังกังวลเรื่อง... " (It seems like...)
  • " ฟังแล้วเหมือนว่า ประเด็นนี้จะสำคัญและมีความหมายทางจิตใจต่อคุณมาก... " (It sounds like...)

เมื่อใช้ถ้อยคำเหล่านี้ อีกฝ่ายจะรู้สึกว่า มีคนตั้งใจฟังและพยายามเข้าใจเขาจริงๆ โดยที่ไม่ได้ทำให้คุณเสียรูปคดีหรือเสียเปรียบในการเจรจาต่อรองแม้แต่น้อย

2

Accusation Audit (การตรวจทานข้อกล่าวหาล่วงหน้า): อาวุธถอนพิษอันทรงพลังที่สุด

เทคนิค Accusation Audit เป็นหมากเด็ดที่สุดของ Voss ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ให้คุณนั่งคิดและเขียนรายการ "สิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะคิดอยู่ในใจ หรืออาจถึงขนาดใช้ด่าทอต่อว่าเราได้" หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจาแล้ว ก็ให้เราเป็นฝ่ายชิงพูดสิ่งเหล่านั้นออกมาเองก่อน (Taking the sting out) ก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวขึ้นมาด้วยซ้ำ

เมื่อคู่กรณีได้ยินเราพูดกล่าวหาตัวเราเองในเรื่องร้ายๆ เสียก่อนแล้ว สมองของเขาที่เดิมอยู่ในโหมดอยากจะโต้แย้ง/ก้าวร้าว/โจมตี ก็จะคลายตัวลงทันที ..หรือ.. อาจปรับเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม (คือ ช่วยคัดค้านแทนเราว่า เราคงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น)

กรณีศึกษาในประเทศไทย: ทนายความ ในห้องไกล่เกลี่ยคดีมรดก

ลองมาดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทย ซึ่ง "การไม่ยอมเสียหน้า/เสียความรู้สึก" อาจมีอิทธิพลเหนือกว่าเหตุผลหรือเงินทอง

สถานการณ์: คดีแบ่งมรดกครอบครัว พี่น้องสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรง สมมุติว่าคุณเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลขอให้แบ่งทรัพย์มรดก ฝ่ายจำเลยและทนายความจำเลยตั้งการ์ดสูงมาก เข้ามาในห้องไกล่เกลี่ยด้วยท่าทีแข็งกร้าว เพราะคิดว่าทนายความโจทก์ต้องการฟ้องคดีเพื่อบังคับเอาสมบัติไปทั้งหมด เช่นนี้คุณควรจะทำอย่างไร?

❌ เทคนิคแบบดั้งเดิม (ถือข้อกฎหมายไว้ก่อน)

ทนายความ จะชักข้อกฎหมาย/ฎีกาขึ้นมาว่ากล่าว เช่น "ตามพินัยกรรม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา... ตลอดจนแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่… ลูกความผมมีสิทธิได้ทรัพย์มรดกตามฟ้องทั้งหมด หากคุณไม่ยอม เราจำต้องดำเนินคดีและบังคับคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งในที่สุดแล้ว คุณก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์ และเสียเวลาอย่างมากโดยไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด"

✅ เทคนิคคล้องใจเชิงยุทธศาสตร์ (Tactical Empathy)

ทนายความโจทก์ เปิดบทการสนทนาด้วย Accusation Audit เพื่อถอนพิษออกก่อนทันที เขากล่าวกับฝ่ายจำเลยว่า " ก่อนที่เราจะคุยลงลึกในรายละเอียดกัน ผมอยากจะพูดตรงๆ ครับ... คุณอาจมองว่าผมเป็นทนายความฝ่ายโจทก์ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาฟ้อง เพื่อบีบเค้นเอาทรัพย์สินจากคุณไปให้ได้มากที่สุด และคุณก็อาจรู้สึกอีกด้วยว่าทนายความอย่างผมเชื่อใจไม่ได้... "

(เว้นจังหวะ ปล่อยความเงียบไว้ 3-5 วินาที เพื่อให้อารมณ์ซึมซับ)

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร? บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที คู่ความฝั่งตรงข้ามที่เดิมพร้อมจะสวนหรือเตรียมการว่าจะต้องโต้เถียงให้หนัก กลับผ่อนคลายลงทันที และพูดขึ้นว่า: "คุณทนาย... จริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าคุณเลวร้ายขนาดนั้นหรอก คุณคงทำไปตามหน้าที่ แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือพี่ชายผมต่างหากที่ไม่เคยมาดูแลแม่เลย แต่กลับจะมาขอแบ่งทรัพย์มรดก..."

การนำไปปรับใช้กับ การจัดการลูกความ (Client Management)

ไม่เพียงแต่กับการเจรจาต่อรองระหว่างคู่ความเท่านั้น เทคนิคนี้ยังนำไปใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมกับการปิดดีลลูกความใหม่ และการบริหารความคาดหวังของลูกความของคุณ (Managing Client's Expectation) ตัวอย่างเช่น...

ก่อนที่คุณจะทำใบเสนอราคาค่าบริการ ชิงถอนพิษด้วย Accusation Audit:

" คุณอาจรู้สึกว่าค่าบริการที่ผมกำลังจะนำเสนอนั้น สูงกว่าท้องตลาด และกังวลว่าจ่ายไปแล้วจะคุ้มค่ากับผลคดีหรือไม่... "

ลูกความจะรู้สึกทันทีว่าทนายคนนี้ซื่อตรง จริงใจ และเข้าใจความกังวลของเขา ดังนั้นเขาจึงพร้อมจะเปิดใจรับฟังวิธีคิดราคาและการทำงานของคุณ

เมื่อต้องแจ้งข่าวร้ายหรือจุดอ่อนของคดีให้ลูกความทราบ ให้ใช้ Labeling + Accusation Audit:

" ดูเหมือนคุณกำลังคาดหวังว่าเราจะชนะคดี 100% แต่ผมจำต้องพูดตรงๆ แม้อาจทำให้คุณคิดว่าผมมองโลกในแง่ร้าย... แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ คือจุดอ่อนสำคัญของพยานหลักฐานที่เราต้องรับรู้และรับมือ... "

ยกระดับวิชาชีพทนายความของคุณ ด้วยการสื่อสาร+การตลาดที่ เฉียบคมและแม่นยำ

การเป็นทนายความที่เก่งฉกาจ ไม่ได้วัดกันที่การจำตัวบทกฎหมายได้แม่นยำที่สุดเท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ "ความสามารถในการอ่านใจคน การสื่อสารเพื่อสร้างความไว้วางใจ และการนำเสนอคุณค่าของตนเองให้ลูกความได้รับรู้"

ดังนั้น หากคุณคือทนายความ หรือสำนักงานกฎหมายที่ต้องการจะ...

1

ยกระดับแบรนด์ของคุณ ให้โดดเด่น น่าเชื่อถือ และทรงอิทธิพล

2

เพิ่มศักยภาพการสื่อสารและการเจรจาต่อรอง เพื่อปิดการขาย และ/หรือ เพื่อให้คู่ความตกลงกันได้แบบ win-win

3

วางระบบการตลาดดิจิทัลสำหรับธุรกิจกฎหมาย ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด โดยยังคงไว้ซึ่งจริยธรรมและเกียรติยศแห่งวิชาชีพ

อย่าผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป! ถึงเวลาแล้วที่คุณจะติดต่อหาเรา เพราะเราช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย ประหยัด คุ้มค่า และพิสูจน์ผลได้จริงมานับครั้งไม่ถ้วน โปรดคลิกที่ปุ่มต่อไปนี้เพื่อ…

…เพราะในโลกกฎหมายยุคใหม่ ผู้ที่เข้าใจจิตวิทยาการสื่อสาร คือผู้ที่ครองความได้เปรียบในทุกสนามการเจรจา

ถอดรหัสจิตวิทยาแบบ FBI

เทคนิค "Mirroring (กระจกสะท้อนคำ)" เปลี่ยนบทสนทนาที่สุดแสนตึงเครียด ให้กลายเป็นชัยชนะของทนายความยุคใหม่

คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งในการเจรจาหารือ หรือการต่อรองกับคู่ความหรือตัวความในคดีสำคัญที่มีเดิมพันสูง ยิ่งเรางัดข้อกฎหมายและเหตุผลมาโต้เถียงมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายกลับยิ่งตั้งการ์ดสูงขึ้น ยิ่งต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น และบทสนทนาก็ดูเหมือนจะดิ่งเหวจนกู่ไม่กลับ ?

แล้ว FBI ทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ?

FBI ในวิกฤตการณ์: เมื่อโจรบุกยึดธนาคาร + จับตัวประกัน

เช้าวันที่ 30 กันยายน 1993 ณ ธนาคาร Chase Manhattan ย่านบรูคลิน นครนิวยอร์ก สัญญาณเตือนภัยดังระงมขึ้น เมื่อโจรปล้นธนาคารสวมหน้ากาก 2 คน ได้จับตัวประกันไว้ข้างใน

นี่คือภารกิจแรกของ Chris Voss (คริส วอสส์) เจ้าหน้าที่ FBI ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

ในช่วงต้น หัวหน้าโจรพยายามสร้างเรื่องลวงทีม FBI โดยอ้างว่าเขาไม่ใช่ผู้มีอำนาจสั่งการ หากแต่เป็น "พรรคพวกชาวต่างชาติหัวรุนแรง และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้" ซึ่งเป็นคนควบคุมและตัดสินใจทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ FBI หวั่นเกรงว่าตัวประกันจะตกเป็นอันตรายจนไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม และเพื่อซื้อเวลาเตรียมการหลบหนี

Voss ใช้ Mirroring คลี่คลายวิกฤตตัวประกันได้อย่างไร?

ทุกครั้งที่หัวหน้าโจรพูดประโยคข่มขู่ หรืออ้างถึงบุคคลที่สาม เช่น "หากคุณไม่เปิดทางและจัดหารถยนต์ให้เราขับออกไปจากที่นี่ได้ บอสของผมข้างในเขาพร้อมจะยิงตัวประกัน เพราะเขากำลังโมโหมาก!"

Voss จะไม่ปฏิเสธ ไม่โต้เถียง แต่จะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้ม นุ่มนวล สไตล์ดีเจวิทยุยามดึก (Late-Night FM DJ Voice) โดยสะท้อนคำหรือวลีสุดท้ายของคู่สนทนากลับไป คือ

Voss: "...บอสข้างในกำลังโมโหมาก?" (แล้วเงียบ)

ความเงียบที่ตามมา บีบให้หัวหน้าโจรจำต้องพูดรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อกลบความเงียบและ เมื่อโจรพูดต่อว่า "ใช่! เขาเป็นคนสั่งทุกอย่าง ผมไม่ได้อยากยิงตัวประกัน แต่พวกนั้นควบคุมสถานการณ์อยู่" Voss ก็สะท้อนคำกลับไปอีกครั้ง คือ

Voss: "...พวกนั้นควบคุมสถานการณ์อยู่?" (แล้วเงียบ)

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น: ด้วยการใช้น้ำเสียงนุ่มนวลบวกกับเทคนิค Mirroring และความเงียบเชิงกลยุทธ์ (Strategic Silence) เพียงไม่นาน โจรปล้นธนาคารก็เผลอพูดสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง จนกลอุบายแตก! และ Voss ก็ได้ค้นพบความจริง (หรือที่เขาใช้คำศัพท์ว่า ค้นพบ "หงส์ดำ" หรือ Black Swan) ว่าแท้จริงแล้วไม่มี "พรรคพวกหัวสุดโต่ง" ใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงโจรสองคนที่กำลังลนลาน กลัวถูกตำรวจวิสามัญหากเหตุการณ์บานปลายหรือมีตัวประกันได้รับอันตราย แต่ก็ไม่อยากยอมจำนน

การที่ Voss จับโกหกได้โดยไม่ต้องโต้เถียงกันตรงๆ เช่นว่านี้ ทำให้ FBI สามารถคุมสภาพแวดล้อม และประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กับมั่นใจได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การยื้อเวลาให้คนร้ายเหนื่อยอ่อน จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันทั้งหมดอย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครเสียชีวิต

Mirroring คืออะไร? ทำไมจึงเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุด

หลักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมมนุษย์ บ่งชี้ว่า เราจะรู้สึกปลอดภัย คุ้นเคย หรือไว้วางใจมากขึ้น เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับตัวเรา ไม่ว่าจะด้วยคำพูด การกระทำ หรือภาษากาย

ตำราเจรจาต่อรองของ FBI ได้นำหลักดังกล่าว มาปรับปรุงให้คมกริบและตรงเป้ามากขึ้น จนเกิดเป็น "เทคนิค Mirroring" โดยออกแบบมาให้เน้นที่เฉพาะ "คำพูด" เท่านั้น

หลักการง่ายๆ มีดังนี้

จงพูดทวนประโยคหรือวลีสำคัญตอนสุดท้ายที่คู่สนทนาเพิ่งกล่าวจบ โดยใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล สุขุม ด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำเหมือนดีเจรายการวิทยุช่วงดึก (Late-Night FM DJ Voice) จากนั้นให้ทิ้งจังหวะเงียบอย่างสงบ

เทคนิคนี้เปรียบเสมือนกับ "กลสะกดจิตของอัศวินเจได" (Jedi Mind Trick)

หัวใจสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่แค่การพูดทวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ "ความเงียบ" (Strategic Silence) หลังจากนั้นด้วย!

เมื่อคุณทวนคำพูด แล้วปล่อยให้ประโยคนั้นค้างอยู่ในอากาศ แรงกดดันทางจิตวิทยาจะบีบให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกโดยธรรมชาติว่า เขาจำเป็นต้องขยายความในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป โดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากซักถามอีก และคุณก็ไม่จำต้องใช้คำถามปลายปิดว่า "ใช่หรือไม่" ซึ่งมีข้อด้อยตรงที่มักจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายตั้งการ์ดระวังตัว หรือเกิดความรู้สึกต่อต้าน


หลักฐานยืนยันจากงานวิจัยเชิงประจักษ์

งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ในร้านอาหารพบว่า พนักงานเสิร์ฟที่ใช้เทคนิคพูดทวนคำสั่งอาหารของลูกค้า โดยตอบกลับไปแบบ "คำต่อคำ" จะได้รับทิปมากกว่าพนักงานเสิร์ฟที่ใช้คำตอบทั่วไปอย่างเช่น "ได้เลยครับ" หรือ "ไม่มีปัญหาครับ" อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้เนื่องจาก สมองมนุษย์ ถูกสร้างมาให้รู้สึกไว้วางใจกับคำหรือข้อความที่สะท้อนความเป็นตัวของเขาเอง มากกว่าคำหรือข้อความอย่างอื่น

สลายกำแพงต่อต้าน ด้วยการปลดล็อค "Hostage Mentality"

ในโลกของคดีความ ซึ่งมีข้อพิพาทต่างๆ นานา ลูกความหรือคู่กรณีมักเผชิญกับสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Hostage Mentality หรือ ความรู้สึกว่าตนกำลังสูญเสียการควบคุมในชีวิต

ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ จึงมักจะเป็นการตั้งการ์ดป้องกันตัวอย่างสุดโต่ง และต่อต้านฝ่ายอื่นๆ จนอาจถึงขนาดระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด และแสดงท่าทางปรปักษ์อย่างรุนแรง

เทคนิค Mirroring จึงเป็นกุศโลบายคืน "ความรู้สึกมีอำนาจควบคุม" ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทางอ้อม เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้เขาได้อธิบายและนำทิศทางของบทสนทนาด้วยตัวเขาเอง สิ่งนี้จะช่วยให้เขาลดการป้องกันตัว หรือลดความรู้สึกต่อต้านลงได้อย่างรวดเร็ว

กรณีศึกษาจริงในประเทศไทย: การนำ Mirroring ไปใช้ในวิชาชีพทนายความ

เพื่อให้เห็นภาพการนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทกฎหมายไทย ลองดูตัวอย่างสถานการณ์จริง ดังต่อไปนี้

กรณีที่ 1: การให้คำปรึกษา และพิจารณาข้อต่อสู้ทางคดี

ลูกความเดินเข้ามาสีหน้าเครียด เพราะถูกลูกหนี้เงินกู้เบี้ยวหนี้ และพูดกับทนายความด้วยน้ำเสียงดุดัน...

  • ลูกความ: " ทนายครับ ผมต้องการฟ้องไอ้หมอนี่! มันยืมเงินผมไป 750,000 บาท มีเอกสารสัญญากู้ชัดเจน ลงชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายครบถ้วน แต่มันกลับเบี้ยวหนี้หน้าตาเฉย ไม่ชำระคืนผมแม้แต่บาทเดียว "
  • ทนายความ (แบบโบราณ): " ฟ้องได้เลยค่ะ คุณมีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เรามีโอกาสชนะเห็นๆ และสามารถบังคับเอาเงิน 750,000 บาท กลับคืนมาทุกบาททุกสตางค์ พร้อมดอกเบี้ยด้วย " (สังเกตว่า ทนายความรีบด่วนวินิจฉัยหรือสรุป โดยไม่ทราบความจริงเชิงลึกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เพลี่ยงพล้ำในทางคดีได้อย่างมาก)

แต่ถ้าเป็นเทคนิค Mirroring ทนายความควรใช้น้ำเสียงนุ่มนวล สุขุม สะท้อนคำพูดหรือวลีสุดท้ายของลูกความ จากนั้นให้นิ่งเงียบ...

  • ทนายความ (แบบ Mirroring): " ...ลูกหนี้ไม่ชำระคืนแม้แต่บาทเดียว? " (แล้วเว้นจังหวะเงียบ 3 วินาที)
  • ลูกความ: " ...เอ่อ คือว่า ผมได้รับดอกเบี้ยรายเดือนมาบางส่วนเท่านั้น สัญญากำหนดดอกเบี้ยไว้ที่ 5% ต่อเดือน ลูกหนี้มันจ่ายผมมาแค่ 4 หรือ 5 เดือนเอง "

ผลลัพธ์: เทคนิคสะท้อนคำ ทำให้ทนายความได้ทราบข้อเท็จจริงเบื้องลึกมากขึ้น ในกรณีข้างต้นนี้ การคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินที่ร้อยละ 5 ต่อเดือน ถือเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และต้องตกเป็นโมฆะ ดังนั้นรูปคดีจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทนายความก็จะต้องค่อยๆ อธิบายให้ลูกความทราบถึงผลทางกฎหมายก่อนการนำคดีขึ้นสู่ศาล

กรณีที่ 2: การเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพาททางการค้า

ในห้องเจรจาความแพ่ง กรณีผิดสัญญาซื้อขายมูลค่าหลายสิบล้านบาท ตัวแทนฝ่ายจำเลยยืนยันแข็งกร้าว...

  • ตัวแทนจำเลย: " ทางบริษัทเราจ่ายชดเชยให้ได้เต็มที่แค่นี้ครับ เราจะไม่มีวันยอมจ่ายเกิน 3 ล้านบาทโดยเด็ดขาด "
  • ทนายความ (แบบโบราณ): " บริษัทของคุณผิดเต็มประตูอยู่แล้วตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดื้อไปก็ไร้ประโยชน์ " (ผล: จำเลยหรือตัวแทนจะเข้าสู่อารมณ์ปฏิปักษ์โดยทันที โอกาสที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยให้ win-win ย่อมจะริบหรี่ลงอย่างมาก)

แต่ถ้าเป็นเทคนิค Mirroring ทนายความควรมองตาคู่กรณี แล้วทวนคำของเขาออกมาง่ายๆ…

  • ทนายความ (แบบ Mirroring): " ...จะไม่จ่ายเกิน 3 ล้านบาทโดยเด็ดขาด? " (แล้วเว้นจังหวะเงียบ)
  • ตัวแทนจำเลย: " …คือว่า กระแสเงินสดของเราตึงมือมากในไตรมาสนี้ ซ้ำร้ายสินค้าล็อตก่อนของพวกคุณก็มีปัญหาจากการที่คุณชะลอการส่งมอบเสียด้วย... "

ผลลัพธ์: เทคนิคสะท้อนคำ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มคาย "ความลับ" อันเป็นสาเหตุที่แท้จริง (ปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และข้อต่อสู้ในเรื่องการส่งมอบสินค้าซึ่งเขาอาจใช้อ้างในชั้นศาล) เช่นนี้ทนายความฝ่ายเราย่อมวางกลยุทธ์ที่ได้ผลหรือตรงจุดมากขึ้น เช่น ยื่นข้อเสนอให้จำเลยผ่อนชำระได้จนถึงไตรมาสถัดไป หรือเสนอว่าจะกลับมาส่งมอบสินค้าแก่จำเลย เพื่อให้จำเลยยอมชำระหนี้เต็มจำนวน

เทคนิค Mirroring กับ "การตลาดของทนายความยุคใหม่"

😒 อย่างไรก็ตาม ทนายความส่วนมาก พยายามปิดการขายด้วยการพูดนำเสนอคุณวุฒิ คุณสมบัติ และประสบการณ์ของตน ตลอดจนขีดความสามารถหรือบริการในสำนักงานของตน โดยหวังจะทำให้ "ว่าที่ลูกความ" ชื่นชม แล้วนำไปสู่การตัดสินใจเลือกในที่สุด

🤔 แต่ ทนายความที่ชำนาญและมีไหวพริบเรื่องการตลาด จะไม่เริ่มต้นด้วยการนำเสนอบริการในทันทีหรือโฆษณาตนเองโดยทันที แต่จะพยายามค้นหาความต้องการที่แท้จริงในส่วนลึกของจิตใจของ "ว่าที่ลูกความ" เสียก่อน แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้มาประกอบเป็นคำเสนอที่โดนใจลูกความ เทคนิค Mirroring จึงมีพลังอย่างมากสำหรับทนายความในการเปิดใจลูกความ หรือทำให้ลูกความยอมเปิดเผยความจริง ดังเช่นกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว

เทคนิคการเจรจาขั้นสูง และกุศโลบายทางจิตวิทยา เช่น Mirroring ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การว่าคดี ตลอดถึงกลยุทธ์การตลาด ในการขับเคลื่อนความสำเร็จให้แก่สำนักงานกฎหมายชั้นนำ

หากวันนี้ คุณประสบความยากลำบากในการเจรจาต่อรอง หรือการโน้มน้าวจูงใจ หรือการหาลูกความและปิดการขาย ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะให้เราช่วยขจัดปัญหา เพราะในเกมชีวิตและตลาดวิชาชีพกฎหมาย การนิ่งเฉยต่อจุดอ่อน เท่ากับการเดินถอยหลังลงคลอง!